เรือนสี่ห้อง
สํานวนไทย
หมายถึง เป็นอัปมงคล
ประเภทสำนวน
"เรือนสี่ห้อง" จัดว่าเป็น สำนวนไทย เพราะว่า เป็นคำที่ไม่สามารถเข้าใจความหมายได้จากการแปลตรงตัว ต้องอาศัยความเข้าใจเฉพาะทางวัฒนธรรมไทย เป็นการใช้คำเรียกเฉพาะสำหรับพฤติกรรมหรือสถานการณ์หนึ่ง
ที่มาและแนวคิดเบื้องหลัง
สำนวน 'เรือนสี่ห้อง' หมายถึง สตรีที่มีสามีแล้ว เป็นสำนวนที่ใช้เรียกผู้หญิงที่แต่งงานหรือมีครอบครัวแล้ว มีที่มาจากความเชื่อโบราณที่เปรียบร่างกายของผู้หญิงเป็นเหมือนเรือนที่มีสี่ห้อง คือ อก ท้อง และขาทั้งสองข้าง ซึ่งเมื่อแต่งงานแล้วจะเป็นสมบัติของสามี
ตัวอย่างการใช้สำนวน "เรือนสี่ห้อง" ในประโยค
- ถึงเธอจะสวยแค่ไหน ฉันก็ไม่คิดจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย เพราะรู้ว่าเธอเป็นเรือนสี่ห้องแล้ว
- หญิงสาวตอบปฏิเสธคำเกี้ยวพาราสีของหนุ่มคนนั้นอย่างสุภาพว่า ดิฉันเป็นเรือนสี่ห้องแล้ว ขอให้ท่านไปหาคนอื่นเถิด
สรุปและทบทวนเรื่อง สำนวน สุภาษิต และคำพังเพย
สุภาษิต และคำพังเพย จัดเป็น "สำนวน" ด้วยกันทั้งคู่ เพราะมีความหมายในเชิงเปรียบเทียบ และเป็นถ้อยคำที่ใช้สืบเนื่องกันมานาน
สุภาษิต เป็นถ้อยคำที่มักใช้คำสั้น ๆ กะทัดรัดแต่มีความหมายลึกซึ้ง มีสัมผัสคล้องจอง ส่วนใหญ่สุภาษิตที่ใช้ในสังคมไทยมักมีที่มาจากคำสอนทางพุทธศาสนา
คำพังเพย เป็นถ้อยคำที่ให้ข้อคิด โดยกล่าวถึงพฤติกรรมหรือธรรมชาติรอบตัว ส่วนมากมักเป็นถ้อยคำที่เป็นข้อสรุปการกระทำหรือพฤติกรรมทั่วไป อาจมีที่มาจากนิทาน ตำนาน วรรณคดี
หมายเหตุ
สำนวนไทย หมายถึง ถ้อยคำ กลุ่มคำ หรือประโยคที่ไม่ได้แปลความหมายตรง ๆ แต่มีความหมายเชิงเปรียบเทียบแฝงอยู่ เช่น สอนจระเข้ให้ว่ายนํ้า รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง
คำสุภาษิต หรือ สำนวนสุภาษิต คือ คำในภาษาไทยที่ใช้ในการสื่อสารเชิงเปรียบเทียบอุปมาอุปมัย มักมีความหมายในการตักเตือนสั่งสอนในทางบวก มีความหมายที่ดี เช่น รักยาวให้บั่นรักสั้นให้ต่อ น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ
คำพังเพย หมายถึง ถ้อยคำหรือข้อความที่กล่าวเป็นกลาง ๆ เพื่อให้ตีความเข้ากับเรื่อง มีความหมายแฝงอยู่ อาจเป็นคำที่ใช้สื่อในทางเปรียบเปรย หรือในทำนองเสียดสี เช่น กระต่ายตื่นตูม เสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย