รู้เห็นเป็นใจ
สํานวนไทย
หมายถึง รู้เห็นเหตุการณ์และให้ความร่วมมือร่วมใจด้วย เช่น เขารู้เห็นเป็นใจกับโจร
ประเภทสำนวน
"รู้เห็นเป็นใจ" จัดว่าเป็น สำนวนไทย เพราะว่า เป็นคำหรือวลีเฉพาะที่ต้องตีความ ไม่สามารถเข้าใจความหมายได้จากการแปลตรงตัว และมีความหมายเฉพาะที่ใช้กันในภาษาไทย
ที่มาและแนวคิดเบื้องหลัง
สำนวนนี้หมายถึง การร่วมรู้เรื่องไม่ดีที่ผู้อื่นทำ และยินยอมให้กระทำหรือมีส่วนช่วยเหลือในการกระทำนั้น ซึ่งมีความผิดร่วมกันในฐานะผู้สนับสนุน คือแม้ไม่ได้ลงมือโดยตรง แต่มีเจตนาที่จะให้เกิดการกระทำผิดนั้น
ตัวอย่างการใช้สำนวน "รู้เห็นเป็นใจ" ในประโยค
- ตำรวจจับกุมเจ้าหน้าที่เทศบาลที่รู้เห็นเป็นใจให้กับร้านค้าที่ลักลอบทิ้งขยะในแม่น้ำ
- ในคดีทุจริตครั้งนี้ มีหลักฐานว่าผู้จัดการสาขาหลายคนรู้เห็นเป็นใจในการปลอมแปลงเอกสารการเงิน
สรุปและทบทวนเรื่อง สำนวน สุภาษิต และคำพังเพย
สุภาษิต และคำพังเพย จัดเป็น "สำนวน" ด้วยกันทั้งคู่ เพราะมีความหมายในเชิงเปรียบเทียบ และเป็นถ้อยคำที่ใช้สืบเนื่องกันมานาน
สุภาษิต เป็นถ้อยคำที่มักใช้คำสั้น ๆ กะทัดรัดแต่มีความหมายลึกซึ้ง มีสัมผัสคล้องจอง ส่วนใหญ่สุภาษิตที่ใช้ในสังคมไทยมักมีที่มาจากคำสอนทางพุทธศาสนา
คำพังเพย เป็นถ้อยคำที่ให้ข้อคิด โดยกล่าวถึงพฤติกรรมหรือธรรมชาติรอบตัว ส่วนมากมักเป็นถ้อยคำที่เป็นข้อสรุปการกระทำหรือพฤติกรรมทั่วไป อาจมีที่มาจากนิทาน ตำนาน วรรณคดี
หมายเหตุ
สำนวนไทย หมายถึง ถ้อยคำ กลุ่มคำ หรือประโยคที่ไม่ได้แปลความหมายตรง ๆ แต่มีความหมายเชิงเปรียบเทียบแฝงอยู่ เช่น สอนจระเข้ให้ว่ายนํ้า รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง
คำสุภาษิต หรือ สำนวนสุภาษิต คือ คำในภาษาไทยที่ใช้ในการสื่อสารเชิงเปรียบเทียบอุปมาอุปมัย มักมีความหมายในการตักเตือนสั่งสอนในทางบวก มีความหมายที่ดี เช่น รักยาวให้บั่นรักสั้นให้ต่อ น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ
คำพังเพย หมายถึง ถ้อยคำหรือข้อความที่กล่าวเป็นกลาง ๆ เพื่อให้ตีความเข้ากับเรื่อง มีความหมายแฝงอยู่ อาจเป็นคำที่ใช้สื่อในทางเปรียบเปรย หรือในทำนองเสียดสี เช่น กระต่ายตื่นตูม เสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย