เจ้าไม่มีศาล สมภารไม่มีวัด
สํานวนสุภาษิต
หมายถึง ผู้ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง
ประเภทสำนวน
"เจ้าไม่มีศาล สมภารไม่มีวัด" จัดว่าเป็น สุภาษิต เพราะว่า เป็นคำสอนที่ตรงไปตรงมา มีข้อคิดเรื่องการไม่มีที่พึ่งหรือผู้ปกครอง จัดเป็นสุภาษิตเพราะสอนโดยตรง มีความหมายที่ชัดเจนและสมบูรณ์ในตัวเอง ไม่ต้องตีความเพิ่มเติมเหมือนคำพังเพย
ที่มาและแนวคิดเบื้องหลัง
สำนวนนี้เปรียบเทียบถึงการไม่มีที่พึ่งหรือผู้ดูแล 'เจ้า' หมายถึงเจ้าเมืองที่ทำหน้าที่ดูแลราษฎรและตัดสินคดีความ 'สมภาร' คือพระภิกษุที่เป็นผู้ดูแลวัด เมื่อไม่มีทั้งเจ้าเมืองและสมภารเจ้าวัด ก็เหมือนประชาชนไม่มีที่พึ่งทั้งทางโลกและทางธรรม เกิดความอ้างว้าง ไร้ที่ยึดเหนี่ยว หรืออาจเกิดความวุ่นวายได้
ตัวอย่างการใช้สำนวน "เจ้าไม่มีศาล สมภารไม่มีวัด" ในประโยค
- เมื่อเจ้าของบริษัทและผู้จัดการฝ่ายไม่อยู่ทั้งคู่ พนักงานไม่รู้จะปรึกษาใคร เหมือนเจ้าไม่มีศาล สมภารไม่มีวัด
- หลังจากพ่อแม่เสียชีวิตไป เด็กๆ ในบ้านต่างรู้สึกเหมือนเจ้าไม่มีศาล สมภารไม่มีวัด ไม่รู้จะพึ่งพาใคร
สรุปและทบทวนเรื่อง สำนวน สุภาษิต และคำพังเพย
สุภาษิต และคำพังเพย จัดเป็น "สำนวน" ด้วยกันทั้งคู่ เพราะมีความหมายในเชิงเปรียบเทียบ และเป็นถ้อยคำที่ใช้สืบเนื่องกันมานาน
สุภาษิต เป็นถ้อยคำที่มักใช้คำสั้น ๆ กะทัดรัดแต่มีความหมายลึกซึ้ง มีสัมผัสคล้องจอง ส่วนใหญ่สุภาษิตที่ใช้ในสังคมไทยมักมีที่มาจากคำสอนทางพุทธศาสนา
คำพังเพย เป็นถ้อยคำที่ให้ข้อคิด โดยกล่าวถึงพฤติกรรมหรือธรรมชาติรอบตัว ส่วนมากมักเป็นถ้อยคำที่เป็นข้อสรุปการกระทำหรือพฤติกรรมทั่วไป อาจมีที่มาจากนิทาน ตำนาน วรรณคดี
หมายเหตุ
คำสุภาษิต หรือ สำนวนสุภาษิต คือ คำในภาษาไทยที่ใช้ในการสื่อสารเชิงเปรียบเทียบอุปมาอุปมัย มักมีความหมายในการตักเตือนสั่งสอนในทางบวก มีความหมายที่ดี เช่น รักยาวให้บั่นรักสั้นให้ต่อ น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ
สำนวนไทย หมายถึง ถ้อยคำ กลุ่มคำ หรือประโยคที่ไม่ได้แปลความหมายตรง ๆ แต่มีความหมายเชิงเปรียบเทียบแฝงอยู่ เช่น สอนจระเข้ให้ว่ายนํ้า รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง
คำพังเพย หมายถึง ถ้อยคำหรือข้อความที่กล่าวเป็นกลาง ๆ เพื่อให้ตีความเข้ากับเรื่อง มีความหมายแฝงอยู่ อาจเป็นคำที่ใช้สื่อในทางเปรียบเปรย หรือในทำนองเสียดสี เช่น กระต่ายตื่นตูม เสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย