ชั่วช่างชี ดีช่างสงฆ์
สํานวนสุภาษิต
หมายถึง ใครจะเป็นอะไรก็ช่าง ไม่ควรถือเอาเป็นธุระ
ประเภทสำนวน
"ชั่วช่างชี ดีช่างสงฆ์" จัดว่าเป็น สุภาษิต เพราะว่า เป็นคำสอนโดยตรงที่แนะนำแนวทางการประพฤติปฏิบัติ มีความหมายชัดเจนในตัวเอง ไม่ต้องตีความมากนัก เป็นข้อคิดเตือนใจที่เข้าใจได้ทันที
ที่มาและแนวคิดเบื้องหลัง
สุภาษิตนี้สอนให้คนรู้จักวางตัวเป็นกลาง ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องทะเลาะเบาะแว้งหรือเรื่องของคนอื่น มีที่มาจากการเปรียบว่า เมื่อชาวบ้านทะเลาะกัน ก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของชาวบ้าน เมื่อพระสงฆ์มีเรื่องราวอะไรกัน ก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของสงฆ์ ไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว
ตัวอย่างการใช้สำนวน "ชั่วช่างชี ดีช่างสงฆ์" ในประโยค
- เมื่อเห็นเพื่อนร่วมงานสองคนกำลังถกเถียงกัน เขาเลือกที่จะเดินผ่านไปโดยไม่เข้าไปยุ่ง เพราะยึดหลักชั่วช่างชี ดีช่างสงฆ์
- แม่สอนลูกเสมอว่าไม่ควรนำเรื่องไม่ดีของคนอื่นมาพูด ให้ยึดหลักชั่วช่างชี ดีช่างสงฆ์ เพื่อจะได้ไม่มีเรื่องวุ่นวาย
สรุปและทบทวนเรื่อง สำนวน สุภาษิต และคำพังเพย
สุภาษิต และคำพังเพย จัดเป็น "สำนวน" ด้วยกันทั้งคู่ เพราะมีความหมายในเชิงเปรียบเทียบ และเป็นถ้อยคำที่ใช้สืบเนื่องกันมานาน
สุภาษิต เป็นถ้อยคำที่มักใช้คำสั้น ๆ กะทัดรัดแต่มีความหมายลึกซึ้ง มีสัมผัสคล้องจอง ส่วนใหญ่สุภาษิตที่ใช้ในสังคมไทยมักมีที่มาจากคำสอนทางพุทธศาสนา
คำพังเพย เป็นถ้อยคำที่ให้ข้อคิด โดยกล่าวถึงพฤติกรรมหรือธรรมชาติรอบตัว ส่วนมากมักเป็นถ้อยคำที่เป็นข้อสรุปการกระทำหรือพฤติกรรมทั่วไป อาจมีที่มาจากนิทาน ตำนาน วรรณคดี
หมายเหตุ
คำสุภาษิต หรือ สำนวนสุภาษิต คือ คำในภาษาไทยที่ใช้ในการสื่อสารเชิงเปรียบเทียบอุปมาอุปมัย มักมีความหมายในการตักเตือนสั่งสอนในทางบวก มีความหมายที่ดี เช่น รักยาวให้บั่นรักสั้นให้ต่อ น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ
สำนวนไทย หมายถึง ถ้อยคำ กลุ่มคำ หรือประโยคที่ไม่ได้แปลความหมายตรง ๆ แต่มีความหมายเชิงเปรียบเทียบแฝงอยู่ เช่น สอนจระเข้ให้ว่ายนํ้า รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง
คำพังเพย หมายถึง ถ้อยคำหรือข้อความที่กล่าวเป็นกลาง ๆ เพื่อให้ตีความเข้ากับเรื่อง มีความหมายแฝงอยู่ อาจเป็นคำที่ใช้สื่อในทางเปรียบเปรย หรือในทำนองเสียดสี เช่น กระต่ายตื่นตูม เสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย