พ่อแจ้แม่อู
สํานวนไทย
หมายถึง พันทาง ต่างพันธุ์กัน
ประเภทสำนวน
"พ่อแจ้แม่อู" จัดว่าเป็น สำนวนไทย เพราะว่า เป็นวลีเฉพาะที่มีความหมายเฉพาะ ซึ่งไม่สามารถเข้าใจได้จากการแปลตรงตัว ต้องทราบความหมายเฉพาะของสำนวนนี้
ที่มาและแนวคิดเบื้องหลัง
สำนวนนี้มีที่มาจากการเปรียบเทียบกับพ่อและแม่ที่แสดงออกหรือปฏิบัติตัวตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง คำว่า "แจ้" หมายถึง เปิดเผย ชัดแจ้ง ส่วน "อู" หมายถึง เร้นลับ ปิดบัง จึงหมายถึงคู่สามีภรรยาที่มีลักษณะนิสัยหรือการแสดงออกตรงข้ามกัน ฝ่ายหนึ่งเปิดเผยตรงไปตรงมา อีกฝ่ายหนึ่งเงียบขรึม ไม่ค่อยพูด
ตัวอย่างการใช้สำนวน "พ่อแจ้แม่อู" ในประโยค
- คู่สามีภรรยานี้เป็นพ่อแจ้แม่อู ฝ่ายสามีพูดเก่ง เสียงดัง ชอบเข้าสังคม แต่ภรรยากลับเงียบ ไม่ค่อยแสดงความคิดเห็น
- ดูครอบครัวเขาสิ พ่อแจ้แม่อู พ่อชอบพูดคุยกับลูกค้าทุกคนที่มาร้าน ส่วนแม่แทบไม่พูดกับใคร แต่การบริหารร้านกลับลงตัวดีมาก
สรุปและทบทวนเรื่อง สำนวน สุภาษิต และคำพังเพย
สุภาษิต และคำพังเพย จัดเป็น "สำนวน" ด้วยกันทั้งคู่ เพราะมีความหมายในเชิงเปรียบเทียบ และเป็นถ้อยคำที่ใช้สืบเนื่องกันมานาน
สุภาษิต เป็นถ้อยคำที่มักใช้คำสั้น ๆ กะทัดรัดแต่มีความหมายลึกซึ้ง มีสัมผัสคล้องจอง ส่วนใหญ่สุภาษิตที่ใช้ในสังคมไทยมักมีที่มาจากคำสอนทางพุทธศาสนา
คำพังเพย เป็นถ้อยคำที่ให้ข้อคิด โดยกล่าวถึงพฤติกรรมหรือธรรมชาติรอบตัว ส่วนมากมักเป็นถ้อยคำที่เป็นข้อสรุปการกระทำหรือพฤติกรรมทั่วไป อาจมีที่มาจากนิทาน ตำนาน วรรณคดี
หมายเหตุ
สำนวนไทย หมายถึง ถ้อยคำ กลุ่มคำ หรือประโยคที่ไม่ได้แปลความหมายตรง ๆ แต่มีความหมายเชิงเปรียบเทียบแฝงอยู่ เช่น สอนจระเข้ให้ว่ายนํ้า รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง
คำสุภาษิต หรือ สำนวนสุภาษิต คือ คำในภาษาไทยที่ใช้ในการสื่อสารเชิงเปรียบเทียบอุปมาอุปมัย มักมีความหมายในการตักเตือนสั่งสอนในทางบวก มีความหมายที่ดี เช่น รักยาวให้บั่นรักสั้นให้ต่อ น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ
คำพังเพย หมายถึง ถ้อยคำหรือข้อความที่กล่าวเป็นกลาง ๆ เพื่อให้ตีความเข้ากับเรื่อง มีความหมายแฝงอยู่ อาจเป็นคำที่ใช้สื่อในทางเปรียบเปรย หรือในทำนองเสียดสี เช่น กระต่ายตื่นตูม เสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย