พระเตมีย์ใบ้
สํานวนไทย
หมายถึง นิ่งเฉย วางเฉย
ประเภทสำนวน
"พระเตมีย์ใบ้" จัดว่าเป็น สำนวนไทย เพราะว่า เป็นถ้อยคำเฉพาะที่ไม่สามารถเข้าใจได้จากความหมายตรงตัว ต้องทราบความหมายเฉพาะที่ใช้กันในภาษาไทย ไม่ใช่คำสอนโดยตรงและไม่ใช่คำเปรียบเทียบที่มีข้อคิดแฝง
ที่มาและแนวคิดเบื้องหลัง
สำนวนนี้มีที่มาจากพระเตมีย์ใบ้หรือใบ้เตมีย์ในวรรณคดีไทยเรื่องมหาเวสสันดรชาดก ซึ่งเป็นพระโอรสของพระเจ้ากาสีที่แกล้งทำเป็นใบ้ หูหนวก และง่อยเปลี้ยไม่ไหวติงเพื่อหลีกเลี่ยงการครองราชย์ เนื่องจากทรงเห็นโทษภัยของการปกครองบ้านเมืองที่อาจนำไปสู่บาปกรรม
ตัวอย่างการใช้สำนวน "พระเตมีย์ใบ้" ในประโยค
- เขารู้เรื่องทั้งหมดที่เราคุยกันแต่ทำพระเตมีย์ใบ้เฉยเลย ทั้งที่ความจริงเขาได้ยินทุกอย่างชัดเจน
- พอเรามีปัญหาใหญ่ในแผนก คนที่เคยพูดเก่งกลับทำพระเตมีย์ใบ้ ไม่ช่วยแสดงความคิดเห็นอะไรเลย
สรุปและทบทวนเรื่อง สำนวน สุภาษิต และคำพังเพย
สุภาษิต และคำพังเพย จัดเป็น "สำนวน" ด้วยกันทั้งคู่ เพราะมีความหมายในเชิงเปรียบเทียบ และเป็นถ้อยคำที่ใช้สืบเนื่องกันมานาน
สุภาษิต เป็นถ้อยคำที่มักใช้คำสั้น ๆ กะทัดรัดแต่มีความหมายลึกซึ้ง มีสัมผัสคล้องจอง ส่วนใหญ่สุภาษิตที่ใช้ในสังคมไทยมักมีที่มาจากคำสอนทางพุทธศาสนา
คำพังเพย เป็นถ้อยคำที่ให้ข้อคิด โดยกล่าวถึงพฤติกรรมหรือธรรมชาติรอบตัว ส่วนมากมักเป็นถ้อยคำที่เป็นข้อสรุปการกระทำหรือพฤติกรรมทั่วไป อาจมีที่มาจากนิทาน ตำนาน วรรณคดี
หมายเหตุ
สำนวนไทย หมายถึง ถ้อยคำ กลุ่มคำ หรือประโยคที่ไม่ได้แปลความหมายตรง ๆ แต่มีความหมายเชิงเปรียบเทียบแฝงอยู่ เช่น สอนจระเข้ให้ว่ายนํ้า รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง
คำสุภาษิต หรือ สำนวนสุภาษิต คือ คำในภาษาไทยที่ใช้ในการสื่อสารเชิงเปรียบเทียบอุปมาอุปมัย มักมีความหมายในการตักเตือนสั่งสอนในทางบวก มีความหมายที่ดี เช่น รักยาวให้บั่นรักสั้นให้ต่อ น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ
คำพังเพย หมายถึง ถ้อยคำหรือข้อความที่กล่าวเป็นกลาง ๆ เพื่อให้ตีความเข้ากับเรื่อง มีความหมายแฝงอยู่ อาจเป็นคำที่ใช้สื่อในทางเปรียบเปรย หรือในทำนองเสียดสี เช่น กระต่ายตื่นตูม เสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย