เสียกำแล้วได้กอบ
สํานวนสุภาษิต
ประเภทสำนวน
"เสียกำแล้วได้กอบ" จัดว่าเป็น สุภาษิต เพราะว่า เป็นคำสอนโดยตรงที่ให้ข้อคิดเรื่องการยอมเสียเล็กน้อยเพื่อผลประโยชน์ที่มากกว่า มีความหมายที่ชัดเจนและเข้าใจได้ทันที ไม่ต้องตีความเพิ่มเติม เป็นหลักการหรือแนวทางการดำเนินชีวิตที่สอนให้มองการณ์ไกล
ที่มาและแนวคิดเบื้องหลัง
สำนวนนี้มาจากการทำนา กำแล และกอบ เป็นเครื่องมือตวงข้าวในสมัยโบราณ โดย 'กำ' คือการกำด้วยมือ เป็นหน่วยเล็ก ส่วน 'กอบ' คือการใช้มือกอบ ซึ่งได้ปริมาณมากกว่า สุภาษิตนี้จึงหมายถึงการยอมเสียประโยชน์เล็กน้อยเพื่อให้ได้ประโยชน์ที่มากกว่าในภายหลัง
ตัวอย่างการใช้สำนวน "เสียกำแล้วได้กอบ" ในประโยค
- บริษัทยอมเสียกำแล้วได้กอบ ด้วยการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ที่แพงในตอนนี้ แต่จะช่วยลดต้นทุนระยะยาวได้มหาศาล
- การยอมเสียค่าธรรมเนียมการศึกษาที่แพงเพื่อเรียนต่อปริญญาโท ถือเป็นการเสียกำแล้วได้กอบ เพราะจะช่วยเพิ่มโอกาสในการทำงานที่ดีขึ้นในอนาคต
สรุปและทบทวนเรื่อง สำนวน สุภาษิต และคำพังเพย
สุภาษิต และคำพังเพย จัดเป็น "สำนวน" ด้วยกันทั้งคู่ เพราะมีความหมายในเชิงเปรียบเทียบ และเป็นถ้อยคำที่ใช้สืบเนื่องกันมานาน
สุภาษิต เป็นถ้อยคำที่มักใช้คำสั้น ๆ กะทัดรัดแต่มีความหมายลึกซึ้ง มีสัมผัสคล้องจอง ส่วนใหญ่สุภาษิตที่ใช้ในสังคมไทยมักมีที่มาจากคำสอนทางพุทธศาสนา
คำพังเพย เป็นถ้อยคำที่ให้ข้อคิด โดยกล่าวถึงพฤติกรรมหรือธรรมชาติรอบตัว ส่วนมากมักเป็นถ้อยคำที่เป็นข้อสรุปการกระทำหรือพฤติกรรมทั่วไป อาจมีที่มาจากนิทาน ตำนาน วรรณคดี
หมายเหตุ
คำสุภาษิต หรือ สำนวนสุภาษิต คือ คำในภาษาไทยที่ใช้ในการสื่อสารเชิงเปรียบเทียบอุปมาอุปมัย มักมีความหมายในการตักเตือนสั่งสอนในทางบวก มีความหมายที่ดี เช่น รักยาวให้บั่นรักสั้นให้ต่อ น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ
สำนวนไทย หมายถึง ถ้อยคำ กลุ่มคำ หรือประโยคที่ไม่ได้แปลความหมายตรง ๆ แต่มีความหมายเชิงเปรียบเทียบแฝงอยู่ เช่น สอนจระเข้ให้ว่ายนํ้า รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง
คำพังเพย หมายถึง ถ้อยคำหรือข้อความที่กล่าวเป็นกลาง ๆ เพื่อให้ตีความเข้ากับเรื่อง มีความหมายแฝงอยู่ อาจเป็นคำที่ใช้สื่อในทางเปรียบเปรย หรือในทำนองเสียดสี เช่น กระต่ายตื่นตูม เสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย