เป็นหูเป็นตา
สํานวนไทย
หมายถึง ช่วยสดับตรับฟังและดูแลรักษาแทน
ประเภทสำนวน
"เป็นหูเป็นตา" จัดว่าเป็น สำนวนไทย เพราะว่า เป็นวลีเฉพาะที่มีความหมายพิเศษ ไม่สามารถแปลตรงตัวได้ ต้องเข้าใจความหมายเฉพาะที่ใช้กันในภาษาไทย เป็นวลีสั้นๆ ที่มีความหมายเฉพาะว่าช่วยดูแลสอดส่องให้
ที่มาและแนวคิดเบื้องหลัง
สำนวนนี้มาจากอวัยวะที่สำคัญของร่างกายคือหูและตา ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญในการรับรู้สิ่งต่างๆ รอบตัว 'เป็นหูเป็นตา' จึงหมายถึงการทำหน้าที่คอยสังเกตการณ์ เฝ้าดู สอดส่อง หรือระวังภัยแทนอีกคนหนึ่ง เปรียบเสมือนเป็นอวัยวะการรับรู้แทนบุคคลที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์นั้น
ตัวอย่างการใช้สำนวน "เป็นหูเป็นตา" ในประโยค
- แม่ฝากให้ลุงจำรูญเป็นหูเป็นตาดูแลลูกชายที่เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่หอพักใกล้บ้านลุง
- ขณะที่เจ้านายไปประชุมต่างประเทศ เขาได้มอบหมายให้ผู้ช่วยเป็นหูเป็นตาคอยรายงานสถานการณ์ในบริษัท
สรุปและทบทวนเรื่อง สำนวน สุภาษิต และคำพังเพย
สุภาษิต และคำพังเพย จัดเป็น "สำนวน" ด้วยกันทั้งคู่ เพราะมีความหมายในเชิงเปรียบเทียบ และเป็นถ้อยคำที่ใช้สืบเนื่องกันมานาน
สุภาษิต เป็นถ้อยคำที่มักใช้คำสั้น ๆ กะทัดรัดแต่มีความหมายลึกซึ้ง มีสัมผัสคล้องจอง ส่วนใหญ่สุภาษิตที่ใช้ในสังคมไทยมักมีที่มาจากคำสอนทางพุทธศาสนา
คำพังเพย เป็นถ้อยคำที่ให้ข้อคิด โดยกล่าวถึงพฤติกรรมหรือธรรมชาติรอบตัว ส่วนมากมักเป็นถ้อยคำที่เป็นข้อสรุปการกระทำหรือพฤติกรรมทั่วไป อาจมีที่มาจากนิทาน ตำนาน วรรณคดี
หมายเหตุ
สำนวนไทย หมายถึง ถ้อยคำ กลุ่มคำ หรือประโยคที่ไม่ได้แปลความหมายตรง ๆ แต่มีความหมายเชิงเปรียบเทียบแฝงอยู่ เช่น สอนจระเข้ให้ว่ายนํ้า รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง
คำสุภาษิต หรือ สำนวนสุภาษิต คือ คำในภาษาไทยที่ใช้ในการสื่อสารเชิงเปรียบเทียบอุปมาอุปมัย มักมีความหมายในการตักเตือนสั่งสอนในทางบวก มีความหมายที่ดี เช่น รักยาวให้บั่นรักสั้นให้ต่อ น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ
คำพังเพย หมายถึง ถ้อยคำหรือข้อความที่กล่าวเป็นกลาง ๆ เพื่อให้ตีความเข้ากับเรื่อง มีความหมายแฝงอยู่ อาจเป็นคำที่ใช้สื่อในทางเปรียบเปรย หรือในทำนองเสียดสี เช่น กระต่ายตื่นตูม เสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย