เปิดหูเปิดตา
สํานวนไทย
หมายถึง ให้ได้ฟังและให้ได้เห็นมาก (มักใช้เกี่ยวกับการไปพักผ่อนหย่อนใจและหาความรู้ไปในตัว)
ประเภทสำนวน
"เปิดหูเปิดตา" จัดว่าเป็น สำนวนไทย เพราะว่า เป็นวลีที่มีความหมายเฉพาะในภาษาไทย ไม่สามารถแปลตรงตัวได้ ไม่ได้เป็นคำสอนโดยตรงหรือการเปรียบเทียบที่ชัดเจน แต่สื่อถึงพฤติกรรมเฉพาะ
ที่มาและแนวคิดเบื้องหลัง
สำนวนนี้สื่อถึงการเริ่มรับรู้สิ่งต่างๆ รอบตัว การเรียนรู้ หรือการมีประสบการณ์เพิ่มขึ้น โดยอุปมาถึงการเริ่มใช้อวัยวะรับรู้ (หูและตา) อย่างเต็มที่ คล้ายคนที่เพิ่งตื่นนอนหรือเพิ่งเริ่มสนใจสิ่งรอบตัว
ตัวอย่างการใช้สำนวน "เปิดหูเปิดตา" ในประโยค
- น้องสาวได้มีโอกาสไปทัศนศึกษาต่างประเทศกับโรงเรียน ทำให้ได้เปิดหูเปิดตาเรียนรู้วัฒนธรรมที่แตกต่าง
- การเข้ามาทำงานในบริษัทขนาดใหญ่ทำให้เขาได้เปิดหูเปิดตาเห็นการทำงานระดับมืออาชีพที่ไม่เคยรู้มาก่อน
สรุปและทบทวนเรื่อง สำนวน สุภาษิต และคำพังเพย
สุภาษิต และคำพังเพย จัดเป็น "สำนวน" ด้วยกันทั้งคู่ เพราะมีความหมายในเชิงเปรียบเทียบ และเป็นถ้อยคำที่ใช้สืบเนื่องกันมานาน
สุภาษิต เป็นถ้อยคำที่มักใช้คำสั้น ๆ กะทัดรัดแต่มีความหมายลึกซึ้ง มีสัมผัสคล้องจอง ส่วนใหญ่สุภาษิตที่ใช้ในสังคมไทยมักมีที่มาจากคำสอนทางพุทธศาสนา
คำพังเพย เป็นถ้อยคำที่ให้ข้อคิด โดยกล่าวถึงพฤติกรรมหรือธรรมชาติรอบตัว ส่วนมากมักเป็นถ้อยคำที่เป็นข้อสรุปการกระทำหรือพฤติกรรมทั่วไป อาจมีที่มาจากนิทาน ตำนาน วรรณคดี
หมายเหตุ
สำนวนไทย หมายถึง ถ้อยคำ กลุ่มคำ หรือประโยคที่ไม่ได้แปลความหมายตรง ๆ แต่มีความหมายเชิงเปรียบเทียบแฝงอยู่ เช่น สอนจระเข้ให้ว่ายนํ้า รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง
คำสุภาษิต หรือ สำนวนสุภาษิต คือ คำในภาษาไทยที่ใช้ในการสื่อสารเชิงเปรียบเทียบอุปมาอุปมัย มักมีความหมายในการตักเตือนสั่งสอนในทางบวก มีความหมายที่ดี เช่น รักยาวให้บั่นรักสั้นให้ต่อ น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ
คำพังเพย หมายถึง ถ้อยคำหรือข้อความที่กล่าวเป็นกลาง ๆ เพื่อให้ตีความเข้ากับเรื่อง มีความหมายแฝงอยู่ อาจเป็นคำที่ใช้สื่อในทางเปรียบเปรย หรือในทำนองเสียดสี เช่น กระต่ายตื่นตูม เสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย