หมอนกระแต
สํานวนไทย
หมายถึง ไม่มีทางสู้
ประเภทสำนวน
"หมอนกระแต" จัดว่าเป็น สำนวนไทย เพราะว่า เป็นวลีเฉพาะที่มีความหมายพิเศษ ไม่สามารถแปลความหมายตรงตัวได้ และมีความหมายเฉพาะเจาะจง
ที่มาและแนวคิดเบื้องหลัง
สำนวนนี้มีที่มาจากลักษณะการใช้หมอนของชาวบ้านในสมัยก่อน ที่ใช้หมอนขนาดเล็กรูปทรงกระบอกสำหรับรองคอ ซึ่งมีขนาดและรูปทรงคล้ายกับกระแต (สัตว์ขนาดเล็กคล้ายกระรอก) ที่นอนขดตัว เป็นสำนวนที่ใช้เรียกคนที่เป็นคนกลางในการเจรจาหรือเกี้ยวพาราสี มักเป็นผู้ช่วยเหลือในการติดต่อสื่อสารระหว่างชายหญิง หรือทำหน้าที่สื่อรัก
ตัวอย่างการใช้สำนวน "หมอนกระแต" ในประโยค
- ในสมัยก่อน การที่หนุ่มจะจีบสาวมักจะต้องมีคนที่เป็นหมอนกระแตช่วยสื่อสารแทนเพราะไม่สามารถพูดคุยกันโดยตรงได้
- คุณแม่ท่านเคยเป็นหมอนกระแตให้พ่อกับแม่ของฉัน จนทั้งสองตกลงปลงใจแต่งงานกัน
สรุปและทบทวนเรื่อง สำนวน สุภาษิต และคำพังเพย
สุภาษิต และคำพังเพย จัดเป็น "สำนวน" ด้วยกันทั้งคู่ เพราะมีความหมายในเชิงเปรียบเทียบ และเป็นถ้อยคำที่ใช้สืบเนื่องกันมานาน
สุภาษิต เป็นถ้อยคำที่มักใช้คำสั้น ๆ กะทัดรัดแต่มีความหมายลึกซึ้ง มีสัมผัสคล้องจอง ส่วนใหญ่สุภาษิตที่ใช้ในสังคมไทยมักมีที่มาจากคำสอนทางพุทธศาสนา
คำพังเพย เป็นถ้อยคำที่ให้ข้อคิด โดยกล่าวถึงพฤติกรรมหรือธรรมชาติรอบตัว ส่วนมากมักเป็นถ้อยคำที่เป็นข้อสรุปการกระทำหรือพฤติกรรมทั่วไป อาจมีที่มาจากนิทาน ตำนาน วรรณคดี
หมายเหตุ
สำนวนไทย หมายถึง ถ้อยคำ กลุ่มคำ หรือประโยคที่ไม่ได้แปลความหมายตรง ๆ แต่มีความหมายเชิงเปรียบเทียบแฝงอยู่ เช่น สอนจระเข้ให้ว่ายนํ้า รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง
คำสุภาษิต หรือ สำนวนสุภาษิต คือ คำในภาษาไทยที่ใช้ในการสื่อสารเชิงเปรียบเทียบอุปมาอุปมัย มักมีความหมายในการตักเตือนสั่งสอนในทางบวก มีความหมายที่ดี เช่น รักยาวให้บั่นรักสั้นให้ต่อ น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ
คำพังเพย หมายถึง ถ้อยคำหรือข้อความที่กล่าวเป็นกลาง ๆ เพื่อให้ตีความเข้ากับเรื่อง มีความหมายแฝงอยู่ อาจเป็นคำที่ใช้สื่อในทางเปรียบเปรย หรือในทำนองเสียดสี เช่น กระต่ายตื่นตูม เสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย