ปรบมือให้
สํานวนไทย
หมายถึง ยกย่อง, สรรเสริญ.
ประเภทสำนวน
"ปรบมือให้" จัดว่าเป็น สำนวนไทย เพราะว่า เป็นวลีเฉพาะที่มีความหมายพิเศษ ไม่สามารถแปลตรงตัวได้ ต้องเข้าใจความหมายเฉพาะในบริบทภาษาไทย
ที่มาและแนวคิดเบื้องหลัง
สำนวนนี้มาจากพฤติกรรมการปรบมือให้กำลังใจหรือแสดงการยกย่องชื่นชม แต่ในความหมายของสำนวนนี้กลับหมายถึงการที่คนแสดงความยินดีหรือสนับสนุนเมื่อคนอื่นประสบความสำเร็จหรือได้ดี แต่ลึกๆ แล้วไม่ได้รู้สึกดีใจจริงๆ หรืออาจมีความอิจฉาริษยาซ่อนอยู่
ตัวอย่างการใช้สำนวน "ปรบมือให้" ในประโยค
- แม้หน้าเธอจะปรบมือให้เพื่อนที่ได้เลื่อนตำแหน่ง แต่ลับหลังกลับนินทาว่าเพื่อนไม่มีความสามารถพอ
- เขาปรบมือให้ทุกครั้งที่น้องสาวประสบความสำเร็จ แต่ในใจกลับริษยาที่พ่อแม่รักน้องมากกว่า
สรุปและทบทวนเรื่อง สำนวน สุภาษิต และคำพังเพย
สุภาษิต และคำพังเพย จัดเป็น "สำนวน" ด้วยกันทั้งคู่ เพราะมีความหมายในเชิงเปรียบเทียบ และเป็นถ้อยคำที่ใช้สืบเนื่องกันมานาน
สุภาษิต เป็นถ้อยคำที่มักใช้คำสั้น ๆ กะทัดรัดแต่มีความหมายลึกซึ้ง มีสัมผัสคล้องจอง ส่วนใหญ่สุภาษิตที่ใช้ในสังคมไทยมักมีที่มาจากคำสอนทางพุทธศาสนา
คำพังเพย เป็นถ้อยคำที่ให้ข้อคิด โดยกล่าวถึงพฤติกรรมหรือธรรมชาติรอบตัว ส่วนมากมักเป็นถ้อยคำที่เป็นข้อสรุปการกระทำหรือพฤติกรรมทั่วไป อาจมีที่มาจากนิทาน ตำนาน วรรณคดี
หมายเหตุ
สำนวนไทย หมายถึง ถ้อยคำ กลุ่มคำ หรือประโยคที่ไม่ได้แปลความหมายตรง ๆ แต่มีความหมายเชิงเปรียบเทียบแฝงอยู่ เช่น สอนจระเข้ให้ว่ายนํ้า รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง
คำสุภาษิต หรือ สำนวนสุภาษิต คือ คำในภาษาไทยที่ใช้ในการสื่อสารเชิงเปรียบเทียบอุปมาอุปมัย มักมีความหมายในการตักเตือนสั่งสอนในทางบวก มีความหมายที่ดี เช่น รักยาวให้บั่นรักสั้นให้ต่อ น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ
คำพังเพย หมายถึง ถ้อยคำหรือข้อความที่กล่าวเป็นกลาง ๆ เพื่อให้ตีความเข้ากับเรื่อง มีความหมายแฝงอยู่ อาจเป็นคำที่ใช้สื่อในทางเปรียบเปรย หรือในทำนองเสียดสี เช่น กระต่ายตื่นตูม เสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย