ดีดลูกคิด
สํานวนไทย
หมายถึง คำนวณผลได้ผลเสียหรือกําไรขาดทุนอย่างละเอียด ทําตอบแทนให้สาสม
ประเภทสำนวน
"ดีดลูกคิด" จัดว่าเป็น สำนวนไทย เพราะว่า เป็นวลีที่มีความหมายเฉพาะ ไม่สามารถเข้าใจได้จากการแปลตรงตัว ต้องตีความเป็นพิเศษ โดยไม่ได้เป็นคำสอนโดยตรง (จึงไม่ใช่สุภาษิต) และไม่ได้เป็นการเปรียบเทียบชัดเจน (จึงไม่ใช่คำพังเพย)
ที่มาและแนวคิดเบื้องหลัง
สำนวนนี้มาจากการกระทำของพ่อค้าแม่ค้าที่ใช้ลูกคิดในการคำนวณเงิน เมื่อ 'ดีดลูกคิด' หมายถึงการคิดคำนวณผลประโยชน์หรือกำไรขาดทุน สะท้อนภาพของคนที่ชั่งใจคิดคำนวณแต่เรื่องผลประโยชน์ก่อนจะตัดสินใจทำอะไร มักใช้ในความหมายเชิงลบ
ตัวอย่างการใช้สำนวน "ดีดลูกคิด" ในประโยค
- เขาเป็นคนชอบดีดลูกคิด จะทำอะไรต้องคิดผลประโยชน์ก่อนเสมอ ถ้าไม่คุ้มค่าก็ไม่ยอมช่วย
- เธอชอบดีดลูกคิดกับมิตรภาพ ทำเพื่อนเสียความรู้สึกหลายคน
สรุปและทบทวนเรื่อง สำนวน สุภาษิต และคำพังเพย
สุภาษิต และคำพังเพย จัดเป็น "สำนวน" ด้วยกันทั้งคู่ เพราะมีความหมายในเชิงเปรียบเทียบ และเป็นถ้อยคำที่ใช้สืบเนื่องกันมานาน
สุภาษิต เป็นถ้อยคำที่มักใช้คำสั้น ๆ กะทัดรัดแต่มีความหมายลึกซึ้ง มีสัมผัสคล้องจอง ส่วนใหญ่สุภาษิตที่ใช้ในสังคมไทยมักมีที่มาจากคำสอนทางพุทธศาสนา
คำพังเพย เป็นถ้อยคำที่ให้ข้อคิด โดยกล่าวถึงพฤติกรรมหรือธรรมชาติรอบตัว ส่วนมากมักเป็นถ้อยคำที่เป็นข้อสรุปการกระทำหรือพฤติกรรมทั่วไป อาจมีที่มาจากนิทาน ตำนาน วรรณคดี
หมายเหตุ
สำนวนไทย หมายถึง ถ้อยคำ กลุ่มคำ หรือประโยคที่ไม่ได้แปลความหมายตรง ๆ แต่มีความหมายเชิงเปรียบเทียบแฝงอยู่ เช่น สอนจระเข้ให้ว่ายนํ้า รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง
คำสุภาษิต หรือ สำนวนสุภาษิต คือ คำในภาษาไทยที่ใช้ในการสื่อสารเชิงเปรียบเทียบอุปมาอุปมัย มักมีความหมายในการตักเตือนสั่งสอนในทางบวก มีความหมายที่ดี เช่น รักยาวให้บั่นรักสั้นให้ต่อ น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ
คำพังเพย หมายถึง ถ้อยคำหรือข้อความที่กล่าวเป็นกลาง ๆ เพื่อให้ตีความเข้ากับเรื่อง มีความหมายแฝงอยู่ อาจเป็นคำที่ใช้สื่อในทางเปรียบเปรย หรือในทำนองเสียดสี เช่น กระต่ายตื่นตูม เสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย