กู่ไม่กลับ
สํานวนไทย
หมายถึง ไม่ฟังคำทัดทาน ห้ามไม่อยู่
ประเภทสำนวน
"กู่ไม่กลับ" จัดว่าเป็น สำนวนไทย เพราะว่า เป็นวลีเฉพาะที่มีความหมายพิเศษ ไม่สามารถแปลความหมายตรงตัวได้ ต้องเข้าใจความหมายเฉพาะที่ใช้กันในภาษาไทย และหากแปลตามตัวอักษรจะไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริง
ที่มาและแนวคิดเบื้องหลัง
สำนวนนี้มาจากการร้องเรียกกันในป่า หรือในที่ห่างไกล เมื่อหลงทาง ตามปกติผู้ที่อยู่ใกล้ควรจะตอบรับเสียงร้องเรียก แต่หากไม่มีใครตอบรับเสียงร้องเรียกกู่นั้น จึงกลายเป็น 'กู่ไม่กลับ' ซึ่งใช้ในความหมายว่าไม่มีการตอบรับจากฝ่ายตรงข้าม หรือถูกเพิกเฉย
ตัวอย่างการใช้สำนวน "กู่ไม่กลับ" ในประโยค
- ฉันส่งข้อความไปหาเขาหลายครั้งแล้ว แต่ก็กู่ไม่กลับสักที คงไม่สนใจฉันแล้ว
- บริษัทยื่นข้อเสนอไปให้คู่ค้าพิจารณาตั้งแต่เดือนที่แล้ว แต่จนถึงวันนี้ก็ยังกู่ไม่กลับเลย
สรุปและทบทวนเรื่อง สำนวน สุภาษิต และคำพังเพย
สุภาษิต และคำพังเพย จัดเป็น "สำนวน" ด้วยกันทั้งคู่ เพราะมีความหมายในเชิงเปรียบเทียบ และเป็นถ้อยคำที่ใช้สืบเนื่องกันมานาน
สุภาษิต เป็นถ้อยคำที่มักใช้คำสั้น ๆ กะทัดรัดแต่มีความหมายลึกซึ้ง มีสัมผัสคล้องจอง ส่วนใหญ่สุภาษิตที่ใช้ในสังคมไทยมักมีที่มาจากคำสอนทางพุทธศาสนา
คำพังเพย เป็นถ้อยคำที่ให้ข้อคิด โดยกล่าวถึงพฤติกรรมหรือธรรมชาติรอบตัว ส่วนมากมักเป็นถ้อยคำที่เป็นข้อสรุปการกระทำหรือพฤติกรรมทั่วไป อาจมีที่มาจากนิทาน ตำนาน วรรณคดี
หมายเหตุ
สำนวนไทย หมายถึง ถ้อยคำ กลุ่มคำ หรือประโยคที่ไม่ได้แปลความหมายตรง ๆ แต่มีความหมายเชิงเปรียบเทียบแฝงอยู่ เช่น สอนจระเข้ให้ว่ายนํ้า รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง
คำสุภาษิต หรือ สำนวนสุภาษิต คือ คำในภาษาไทยที่ใช้ในการสื่อสารเชิงเปรียบเทียบอุปมาอุปมัย มักมีความหมายในการตักเตือนสั่งสอนในทางบวก มีความหมายที่ดี เช่น รักยาวให้บั่นรักสั้นให้ต่อ น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ
คำพังเพย หมายถึง ถ้อยคำหรือข้อความที่กล่าวเป็นกลาง ๆ เพื่อให้ตีความเข้ากับเรื่อง มีความหมายแฝงอยู่ อาจเป็นคำที่ใช้สื่อในทางเปรียบเปรย หรือในทำนองเสียดสี เช่น กระต่ายตื่นตูม เสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย