ค้นหาคำสมาส

พิมพ์คำที่ต้องการ — ระบบจะแนะนำคำที่ใกล้เคียงให้อัตโนมัติ

คำสมาส คือ การนำคำบาลีสันสกฤตมารวมกันเป็นคำใหม่ พร้อมตัวอย่างและหลักการสังเกต
คำสมาส

หลายคนเคยสงสัยว่า คำสมาส คืออะไร ต่างจาก คำสนธิ อย่างไร แล้วทำไมเราต้องเรียนรู้เรื่องนี้ด้วย วันนี้ผมจะอธิบายเรื่อง คำสมาส ให้เข้าใจง่ายที่สุด พร้อมตัวอย่างและตารางประกอบ เพื่อให้ทั้งนักเรียน ครูผู้สอน และผู้สนใจภาษาไทยสามารถนำไปใช้ได้ทันทีครับ

คำสมาส คือ อะไร?

คำสมาส คือ วิธีการสร้างคำใหม่โดยนำคำบาลีหรือสันสกฤตตั้งแต่ 2 คำขึ้นไป มารวมกันเป็นคำเดียว ให้มีความหมายเกี่ยวเนื่องกัน หลักการนี้คล้ายกับ "คำประสม" ในภาษาไทย แต่ใช้เฉพาะคำที่มีรากศัพท์จากภาษาบาลีสันสกฤตเท่านั้น

พูดง่าย ๆ สมาส ก็คือการนำคำบาลีสันสกฤตมาเรียงชนกัน (สมาสชน) ให้เกิดเป็นคำใหม่ที่มีความหมายสมบูรณ์ขึ้นนั่นเองครับ

คำสมาสแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ดังนี้

  1. คำสมาส (ไม่มีการกลมกลืนเสียง) — นำคำมาชนกันตรง ๆ โดยไม่เปลี่ยนแปลงเสียง เช่น ราชการ วีรบุรุษ
  2. คำสนธิ หรือ คำสมาสที่มีสนธิ (มีการกลมกลืนเสียง) — เมื่อรวมคำแล้ว เสียงสระหรือพยัญชนะตรงรอยต่อจะกลมกลืนเข้าหากัน เช่น วิทย + อาลัย = วิทยาลัย

ลักษณะเฉพาะของคำสมาส (สรุปสั้น ๆ)

ก่อนจะลงรายละเอียด ผมขอสรุปลักษณะสำคัญของคำสมาสไว้ให้จำง่าย ๆ ดังนี้ครับ

  • คำที่นำมารวมกันต้องเป็นคำบาลีหรือสันสกฤตเท่านั้น ถ้ามีคำไทยหรือคำจากภาษาอื่นปนอยู่ ไม่นับเป็นคำสมาส
  • เมื่อรวมเป็นคำสมาสแล้ว ต้องตัดวิสรรชนีย์ (ะ) และตัวการันต์ (์) ที่พยางค์ท้ายของคำหน้าออก เช่น แพทย์ + ศาสตร์ = แพทยศาสตร์, พละ + ศึกษา = พลศึกษา
  • ต้องออกเสียงสระที่พยางค์ท้ายของคำหน้า เช่น ประวัติศาสตร์ อ่านว่า ประ-หวัด-ติ-สาด
  • แปลจากหลังมาหน้า (คำหลักอยู่หลัง คำขยายอยู่หน้า) เช่น ราชการ = การ(งาน) ของ ราช(พระเจ้าแผ่นดิน)
  • คำที่ขึ้นต้นด้วย "พระ" (แผลงมาจาก วร) ตามด้วยคำบาลีสันสกฤต ถือเป็นคำสมาส เช่น พระบาท พระกรรณ

ลักษณะของคำสมาส (อธิบายละเอียดพร้อมตัวอย่าง)

1. เกิดจากการรวมคำบาลีสันสกฤตตั้งแต่ 2 คำขึ้นไป

คำสมาสสามารถรวมคำได้หลายรูปแบบ ดังนี้

1.1 บาลี + บาลี

บาลี + บาลี รวมเป็น อ่านว่า
อาณา + เขต อาณาเขต อา-นา-เขด
ปัญญา + ชน ปัญญาชน ปัน-ยา-ชน
อิสร + ภาพ อิสรภาพ อิด-สะ-หระ-พาบ

1.2 สันสกฤต + สันสกฤต

สันสกฤต + สันสกฤต รวมเป็น อ่านว่า
วิทยุ + ศึกษา วิทยุศึกษา วิด-ทะ-ยุ-สึก-สา
ธรรม + ศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ทำ-มะ-สาด
อักษร + ศาสตร์ อักษรศาสตร์ อัก-สอน-ระ-สาด

1.3 บาลี + สันสกฤต หรือ สันสกฤต + บาลี

คำ รวมเป็น อ่านว่า
ยุติ + ธรรม ยุติธรรม ยุด-ติ-ทำ
อรรถ + คดี อรรถคดี อัด-ถะ-คะ-ดี
อัฒ + จันทร์ อัฒจันทร์ อัด-ทะ-จัน

2. ตัดรูปสระอะ (วิสรรชนีย์) ที่พยางค์ท้ายของคำหน้า

คำเดิม รวมเป็นคำสมาส ไม่ใช่คำสมาส
กาละ + เทศะ กาลเทศะ กาละเทศะ
ธุระ + กิจ ธุรกิจ ธุระกิจ

3. ตัดตัวการันต์ที่พยางค์ท้ายของคำหน้า

คำเดิม รวมเป็นคำสมาส ไม่ใช่คำสมาส
แพทย์ + ศาสตร์ แพทยศาสตร์ แพทย์ศาสตร์

4. ออกเสียงสระที่พยางค์ท้ายของคำหน้าเสมอ

แม้จะไม่มีรูปสระกำกับอยู่ ก็ต้องออกเสียงสระ (ส่วนใหญ่เป็นเสียง อะ หรือ อิ) ที่พยางค์ท้ายของคำหน้า

คำสมาส อ่านว่า
อุณหภูมิ อุน-หะ-พูม
เทพบุตร เทบ-พะ-บุด
ประวัติศาสตร์ ประ-หวัด-ติ-สาด

5. แปลจากหลังมาหน้า (คำหลักอยู่หลัง คำขยายอยู่หน้า)

คำสมาส คำขยาย (หน้า) คำหลัก (หลัง) ความหมาย
ราชการ ราช (พระเจ้าแผ่นดิน) การ (งาน) งานของพระเจ้าแผ่นดิน
เทวบัญชา เทว (เทวดา) บัญชา (คำสั่ง) คำสั่งของเทวดา
วรรณคดี วรรณ (หนังสือ) คดี (เรื่อง) เรื่องของหนังสือ
พุทธศาสนา พุทธ (พระพุทธเจ้า) ศาสนา ศาสนาของพระพุทธเจ้า
วีรบุรุษ วีร (กล้า) บุรุษ บุรุษผู้กล้า

6. คำว่า "พระ" นำหน้าคำบาลีสันสกฤต ถือเป็นคำสมาส

คำว่า "พระ" แผลงมาจาก วร (วอ-ระ) ในภาษาบาลีสันสกฤต เมื่อประกอบหน้าคำบาลีสันสกฤต จึงจัดเป็นคำสมาส

พระกรรณ พระขรรค์ พระคฑา พระฉวี พระบาท

ข้อควรระวัง: ถ้าคำหลังเป็นคำไทยแท้ จะไม่ถือเป็นคำสมาส เช่น "พระเจ้า" ไม่ใช่คำสมาส เพราะ "เจ้า" เป็นคำไทยแท้

7. คำสมาสมักลงท้ายด้วยคำเหล่านี้

คำลงท้าย ตัวอย่างคำสมาส
-ศาสตร์ นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ศึกษาศาสตร์
-ภัย มหันตภัย วาตภัย อัคคีภัย อุทกภัย
-กรรม กายกรรม กิจกรรม คหกรรม วิศวกรรม
-ภาพ กายภาพ ทัศนียภาพ อิสรภาพ สุนทรียภาพ
-ศึกษา พลศึกษา สามัญศึกษา วิทยุศึกษา
-วิทยา ภูมิวิทยา สังคมวิทยา จิตวิทยา

ข้อสังเกตสำคัญ (สิ่งที่มักสับสน)

1. คำที่ดูคล้ายคำสมาสแต่ไม่ใช่

คำบางคำมีคำหน้ามาจากบาลีสันสกฤต แต่คำหลังเป็นคำไทย แม้อ่านออกเสียงคล้ายคำสมาส แต่ไม่นับเป็นคำสมาส และมักแปลจากหน้าไปหลัง เช่น

กรมท่า เทพเจ้า ผลไม้ พลความ พลเมือง

2. คำที่มีภาษาอื่นปน ไม่ใช่คำสมาส

คำ ที่มา
พลกำลัง พล (บาลี/สันสกฤต) + กำลัง (เขมร)
พระเขนย พระ (บาลี/สันสกฤต) + เขนย (เขมร)
เคมีภัณฑ์ เคมี (อังกฤษ) + ภัณฑ์ (บาลี/สันสกฤต)
คริสต์ศักราช คริสต์ (อังกฤษ) + ศักราช (สันสกฤต)

3. คำสมาสบางคำไม่ออกเสียงสระตรงรอยต่อ (ข้อยกเว้น)

มีคำสมาสบางคำที่เป็นข้อยกเว้น ไม่ออกเสียงสระที่พยางค์ท้ายของคำหน้า

คำสมาส อ่านว่า
รสนิยม รด-นิ-ยม
สามัญศึกษา สา-มัน-สึก-สา
สุพรรณบุรี สุ-พัน-บุ-รี
สุภาพบุรุษ สุ-พาบ-บุ-หรุด

4. คำสมาสบางคำแปลจากหน้าไปหลังได้

คำสมาสบางคำวางคำหลักไว้หน้าและคำขยายไว้หลัง ไม่ว่าจะแปลทิศทางใดก็ได้ความหมายเดียวกัน เช่น

  • บุตรธิดา — ลูกชายและลูกหญิง
  • สมณพราหมณ์ — พระสงฆ์และพราหมณ์
  • ทาสกรรมกร — ทาสและกรรมกร

หลักการสังเกตคำสมาส (จำง่าย 6 ข้อ)

  1. ต้องเป็นคำบาลีสันสกฤตเท่านั้น — ถ้ามีคำไทยหรือคำจากภาษาอื่นปน ไม่ใช่คำสมาส
  2. อ่านมีเสียงสระต่อเนื่อง — เหมือนนำคำมาเรียงชนกัน ออกเสียงสระที่รอยต่อ
  3. ไม่มีวิสรรชนีย์ (ะ) หรือการันต์ (์) ที่รอยต่อ — ต้องตัดทิ้งเมื่อรวมคำ
  4. แปลจากหลังมาหน้า — คำหลักอยู่หลัง คำขยายอยู่หน้า
  5. คำ "พระ" + คำบาลีสันสกฤต = คำสมาส
  6. มักลงท้ายด้วย ศาสตร์ กรรม ภาพ ภัย ศึกษา วิทยา

ประโยชน์ของคำสมาส

  1. สร้างคำใหม่ให้ภาษาไทยสละสลวย — เมื่อต้องการคำที่กระชับและมีความหมายเฉพาะเจาะจง คำสมาสช่วยสร้างคำที่เหมาะสมได้
  2. มีประโยชน์ในการแต่งคำประพันธ์ — ช่วยให้สามารถจัดจำนวนคำและเสียงให้เข้ากับลักษณะบังคับของโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน
  3. อ่านเขียนได้ถูกต้อง — เมื่อเข้าใจหลักคำสมาส จะอ่านออกเสียงได้ถูกต้อง และเขียนสะกดได้ไม่ผิด โดยเฉพาะเรื่องการตัดวิสรรชนีย์และการันต์

สามารถ ค้นหาคำสมาส แบบรายคำได้ที่ลิงก์ครับ


ดาวน์โหลด PDF รวมคำสมาสยอดนิยม

สำหรับใครที่อยากได้คำสมาส ในรูปแบบไฟล์ PDF สามารถกดที่ปุ่มดาวน์โหลดได้เลย ฟรี ๆ

 คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ถาม: คำสมาส กับ คำสนธิ ต่างกันอย่างไร?
ตอบ: คำสมาส คือการนำคำบาลีสันสกฤตมาเรียงชนกันตรง ๆ โดยไม่เปลี่ยนเสียง เช่น ราชการ วีรบุรุษ ส่วน คำสนธิ คือคำสมาสที่มีการกลมกลืนเสียง (สระ พยัญชนะ หรือนฤคหิต) ตรงรอยต่อของคำ เช่น วิทยา + อาลัย = วิทยาลัย (สระ อา กลืน อา)
ถาม: คำสมาสต้องเป็นคำบาลีสันสกฤตทั้งสองคำเท่านั้นหรือ?
ตอบ: ใช่ครับ คำสมาสต้องประกอบด้วยคำบาลีหรือสันสกฤตทั้งหมด ถ้ามีคำไทย คำเขมร หรือคำจากภาษาอื่นปนอยู่ จะไม่จัดเป็นคำสมาส เช่น "เทพเจ้า" ไม่ใช่คำสมาส เพราะ "เจ้า" เป็นคำไทยแท้
ถาม: ทำไมคำสมาสต้องแปลจากหลังมาหน้า?
ตอบ: เพราะคำสมาสเรียงลำดับตามหลักไวยากรณ์บาลีสันสกฤต ซึ่งวางคำขยายไว้หน้าและคำหลัก (คำตั้ง) ไว้หลัง จึงต้องเริ่มแปลจากคำหลังที่อยู่ท้ายก่อน แล้วค่อยแปลคำขยายที่อยู่หน้า เช่น "ราชการ" แปลว่า "การ (งาน) ของ ราช (พระเจ้าแผ่นดิน)"
ถาม: คำสมาสทุกคำต้องออกเสียงสระตรงรอยต่อเสมอหรือไม่?
ตอบ: โดยหลักทั่วไปต้องออกเสียงสระ แต่มีข้อยกเว้นบางคำที่ไม่ออกเสียง เช่น "สุพรรณบุรี" อ่านว่า สุ-พัน-บุ-รี (ไม่ออกเสียง "นะ" ที่รอยต่อ) และ "รสนิยม" อ่านว่า รด-นิ-ยม ดังนั้นจึงต้องจดจำข้อยกเว้นเป็นกรณี ๆ ไปครับ
ถาม: มีเคล็ดลับจำหลักคำสมาสง่าย ๆ ไหม?
ตอบ: ผมแนะนำให้จำว่า "บาลี-สันสกฤต ชนกัน ตัดการันต์ ตัดสระอะ ออกเสียงต่อ แปลย้อนหลังมาหน้า" แค่นี้ก็ครอบคลุมหลักสำคัญของคำสมาสแล้วครับ และถ้าเห็นคำลงท้ายด้วย ศาสตร์ กรรม ภาพ ภัย ศึกษา วิทยา ให้นึกถึงคำสมาสไว้ก่อนได้เลย
ชอบเนื้อหาชุดนี้ กดให้คะแนน 5 ดาวกับเราได้เลยจ้า
จำนวนผู้ให้คะแนน: 4   คะแนนเฉลี่ย: 4.8