เมื่อเอยก็เมื่อนั้น
สํานวนสุภาษิต
หมายถึง เมื่อไรก็ได้, พร้อมทุกเมื่อ
ประเภทสำนวน
"เมื่อเอยก็เมื่อนั้น" จัดว่าเป็น สุภาษิต เพราะว่า เป็นถ้อยคำที่ให้ข้อคิดหรือคำสอนโดยตรง มีความชัดเจนในตัวเอง เกี่ยวกับการรักษาคำพูดและความรับผิดชอบต่อคำพูดของตน ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของสุภาษิต
ที่มาและแนวคิดเบื้องหลัง
สุภาษิตนี้สอนให้เมื่อพูดอะไรออกไปแล้ว ต้องทำตามที่พูดไว้ทันที ไม่ผัดผ่อนหรือบิดพลิ้ว เป็นการเน้นย้ำถึงความรับผิดชอบต่อคำพูดของตนเอง ความหนักแน่นและความน่าเชื่อถือ ผู้ที่พูดอะไรแล้วทำตามที่พูดทันทีจะเป็นคนที่น่าเคารพและวางใจได้
ตัวอย่างการใช้สำนวน "เมื่อเอยก็เมื่อนั้น" ในประโยค
- พ่อของฉันเป็นคนเมื่อเอยก็เมื่อนั้น ถ้าท่านบอกว่าจะทำอะไร ท่านจะทำทันทีไม่เคยผิดคำพูด
- ผู้นำที่ดีต้องเป็นคนเมื่อเอยก็เมื่อนั้น ไม่ใช่พูดไว้อย่างหนึ่งแล้วไม่ทำตามที่พูด
สรุปและทบทวนเรื่อง สำนวน สุภาษิต และคำพังเพย
สุภาษิต และคำพังเพย จัดเป็น "สำนวน" ด้วยกันทั้งคู่ เพราะมีความหมายในเชิงเปรียบเทียบ และเป็นถ้อยคำที่ใช้สืบเนื่องกันมานาน
สุภาษิต เป็นถ้อยคำที่มักใช้คำสั้น ๆ กะทัดรัดแต่มีความหมายลึกซึ้ง มีสัมผัสคล้องจอง ส่วนใหญ่สุภาษิตที่ใช้ในสังคมไทยมักมีที่มาจากคำสอนทางพุทธศาสนา
คำพังเพย เป็นถ้อยคำที่ให้ข้อคิด โดยกล่าวถึงพฤติกรรมหรือธรรมชาติรอบตัว ส่วนมากมักเป็นถ้อยคำที่เป็นข้อสรุปการกระทำหรือพฤติกรรมทั่วไป อาจมีที่มาจากนิทาน ตำนาน วรรณคดี
หมายเหตุ
คำสุภาษิต หรือ สำนวนสุภาษิต คือ คำในภาษาไทยที่ใช้ในการสื่อสารเชิงเปรียบเทียบอุปมาอุปมัย มักมีความหมายในการตักเตือนสั่งสอนในทางบวก มีความหมายที่ดี เช่น รักยาวให้บั่นรักสั้นให้ต่อ น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ
สำนวนไทย หมายถึง ถ้อยคำ กลุ่มคำ หรือประโยคที่ไม่ได้แปลความหมายตรง ๆ แต่มีความหมายเชิงเปรียบเทียบแฝงอยู่ เช่น สอนจระเข้ให้ว่ายนํ้า รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง
คำพังเพย หมายถึง ถ้อยคำหรือข้อความที่กล่าวเป็นกลาง ๆ เพื่อให้ตีความเข้ากับเรื่อง มีความหมายแฝงอยู่ อาจเป็นคำที่ใช้สื่อในทางเปรียบเปรย หรือในทำนองเสียดสี เช่น กระต่ายตื่นตูม เสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย