เงยหน้าอ้าปาก
สํานวนสุภาษิต
หมายถึง การมีฐานะที่ดีขึ้นกว่าเดิม ดูแลตัวเองได้ไม่เดือดร้อน มีฐานะที่พอทัดเทียมกับเพื่อนได้
ประเภทสำนวน
"เงยหน้าอ้าปาก" จัดว่าเป็น สุภาษิต เพราะว่า เป็นคำสอนโดยตรงที่สื่อความหมายชัดเจน ให้ข้อคิดเกี่ยวกับการดำเนินชีวิต การทำมาหากิน มีความสมบูรณ์ในตัวเองโดยไม่ต้องตีความเพิ่มเติม
ที่มาและแนวคิดเบื้องหลัง
สุภาษิตนี้มีความหมายว่า การมีชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข สามารถเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้ ไม่เดือดร้อน มีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีพอสมควร เปรียบเหมือนการที่คนเราสามารถเงยหน้าและอ้าปากได้อย่างสง่างาม ไม่ต้องก้มหน้าด้วยความอับอาย หรือขัดสนจนไม่กล้าแม้แต่จะอ้าปากพูด
ตัวอย่างการใช้สำนวน "เงยหน้าอ้าปาก" ในประโยค
- แม้จะเป็นอาชีพที่ไม่ได้รายได้มาก แต่ช่างตัดผมในชุมชนก็สามารถเงยหน้าอ้าปากเลี้ยงครอบครัวได้อย่างไม่ลำบาก
- การทำเกษตรอินทรีย์แบบพึ่งพาตนเองช่วยให้ชาวบ้านในชุมชนนี้เงยหน้าอ้าปากโดยไม่ต้องไปรับจ้างในเมืองใหญ่
สรุปและทบทวนเรื่อง สำนวน สุภาษิต และคำพังเพย
สุภาษิต และคำพังเพย จัดเป็น "สำนวน" ด้วยกันทั้งคู่ เพราะมีความหมายในเชิงเปรียบเทียบ และเป็นถ้อยคำที่ใช้สืบเนื่องกันมานาน
สุภาษิต เป็นถ้อยคำที่มักใช้คำสั้น ๆ กะทัดรัดแต่มีความหมายลึกซึ้ง มีสัมผัสคล้องจอง ส่วนใหญ่สุภาษิตที่ใช้ในสังคมไทยมักมีที่มาจากคำสอนทางพุทธศาสนา
คำพังเพย เป็นถ้อยคำที่ให้ข้อคิด โดยกล่าวถึงพฤติกรรมหรือธรรมชาติรอบตัว ส่วนมากมักเป็นถ้อยคำที่เป็นข้อสรุปการกระทำหรือพฤติกรรมทั่วไป อาจมีที่มาจากนิทาน ตำนาน วรรณคดี
หมายเหตุ
คำสุภาษิต หรือ สำนวนสุภาษิต คือ คำในภาษาไทยที่ใช้ในการสื่อสารเชิงเปรียบเทียบอุปมาอุปมัย มักมีความหมายในการตักเตือนสั่งสอนในทางบวก มีความหมายที่ดี เช่น รักยาวให้บั่นรักสั้นให้ต่อ น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ
สำนวนไทย หมายถึง ถ้อยคำ กลุ่มคำ หรือประโยคที่ไม่ได้แปลความหมายตรง ๆ แต่มีความหมายเชิงเปรียบเทียบแฝงอยู่ เช่น สอนจระเข้ให้ว่ายนํ้า รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง
คำพังเพย หมายถึง ถ้อยคำหรือข้อความที่กล่าวเป็นกลาง ๆ เพื่อให้ตีความเข้ากับเรื่อง มีความหมายแฝงอยู่ อาจเป็นคำที่ใช้สื่อในทางเปรียบเปรย หรือในทำนองเสียดสี เช่น กระต่ายตื่นตูม เสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย