อย่าสอนหนังสือสังฆราช
สํานวนสุภาษิต
หมายถึง อย่าไปสอนผู้รู้ เพราะเขารู้อยู่แล้ว
ประเภทสำนวน
"อย่าสอนหนังสือสังฆราช" จัดว่าเป็น สุภาษิต เพราะว่า เป็นข้อความที่เป็นคำสอนโดยตรง มีความชัดเจนในตัวเอง สอนให้ไม่ควรอวดรู้หรือสอนผู้ที่มีความรู้มากกว่า ซึ่งถือเป็นคำสอนที่ตรงไปตรงมา ไม่ต้องตีความซับซ้อน
ที่มาและแนวคิดเบื้องหลัง
สำนวนนี้มาจากสถานะของสังฆราช ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดในคณะสงฆ์ ผู้ที่จะได้รับแต่งตั้งให้เป็นสังฆราชต้องเป็นผู้ที่เรียนรู้พระธรรมวินัยมาอย่างยาวนาน มีความรู้แตกฉาน ดังนั้น การที่คนธรรมดาจะไปสอนหนังสือหรือให้ความรู้แก่สังฆราชจึงเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม เพราะเป็นการแสดงความอวดรู้ต่อผู้ที่มีความรู้มากกว่า
ตัวอย่างการใช้สำนวน "อย่าสอนหนังสือสังฆราช" ในประโยค
- เธอจะไปสอนหนังสือสังฆราชทำไม เขาเป็นศาสตราจารย์ด้านนี้มาสามสิบปีแล้ว
- การที่นักศึกษาปีหนึ่งพยายามอธิบายทฤษฎีทางฟิสิกส์ให้อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญฟัง ก็เหมือนสอนหนังสือสังฆราชนั่นแหละ
- เธออย่าเพิ่งสอนหนังสือสังฆราชเลย ให้ท่านอธิบายให้จบก่อน แล้วค่อยเสนอความคิดเห็น
สรุปและทบทวนเรื่อง สำนวน สุภาษิต และคำพังเพย
สุภาษิต และคำพังเพย จัดเป็น "สำนวน" ด้วยกันทั้งคู่ เพราะมีความหมายในเชิงเปรียบเทียบ และเป็นถ้อยคำที่ใช้สืบเนื่องกันมานาน
สุภาษิต เป็นถ้อยคำที่มักใช้คำสั้น ๆ กะทัดรัดแต่มีความหมายลึกซึ้ง มีสัมผัสคล้องจอง ส่วนใหญ่สุภาษิตที่ใช้ในสังคมไทยมักมีที่มาจากคำสอนทางพุทธศาสนา
คำพังเพย เป็นถ้อยคำที่ให้ข้อคิด โดยกล่าวถึงพฤติกรรมหรือธรรมชาติรอบตัว ส่วนมากมักเป็นถ้อยคำที่เป็นข้อสรุปการกระทำหรือพฤติกรรมทั่วไป อาจมีที่มาจากนิทาน ตำนาน วรรณคดี
หมายเหตุ
คำสุภาษิต หรือ สำนวนสุภาษิต คือ คำในภาษาไทยที่ใช้ในการสื่อสารเชิงเปรียบเทียบอุปมาอุปมัย มักมีความหมายในการตักเตือนสั่งสอนในทางบวก มีความหมายที่ดี เช่น รักยาวให้บั่นรักสั้นให้ต่อ น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ
สำนวนไทย หมายถึง ถ้อยคำ กลุ่มคำ หรือประโยคที่ไม่ได้แปลความหมายตรง ๆ แต่มีความหมายเชิงเปรียบเทียบแฝงอยู่ เช่น สอนจระเข้ให้ว่ายนํ้า รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง
คำพังเพย หมายถึง ถ้อยคำหรือข้อความที่กล่าวเป็นกลาง ๆ เพื่อให้ตีความเข้ากับเรื่อง มีความหมายแฝงอยู่ อาจเป็นคำที่ใช้สื่อในทางเปรียบเปรย หรือในทำนองเสียดสี เช่น กระต่ายตื่นตูม เสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย