พอลืมตาอ้าปาก
สํานวนสุภาษิต
หมายถึง พอมีพอกิน
ประเภทสำนวน
"พอลืมตาอ้าปาก" จัดว่าเป็น สุภาษิต เพราะว่า เป็นถ้อยคำที่ให้คำสอนหรือข้อคิดโดยตรง มีความหมายที่เข้าใจได้ทันที โดยสื่อถึงการเริ่มต้นชีวิตหรือเริ่มทำมาหากินตั้งแต่เยาว์วัย
ที่มาและแนวคิดเบื้องหลัง
สำนวนนี้หมายถึง การเริ่มรู้ความ เริ่มเป็นตัวของตัวเอง เริ่มทำมาหากิน ตั้งแต่ยังเด็ก โดยอุปมาว่าเมื่อเด็กทารกเริ่มลืมตาดูโลก เริ่มพูดได้ ก็ต้องเริ่มต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด เป็นการสะท้อนภาพสังคมที่ผู้คนต้องทำงานตั้งแต่อายุยังน้อย
ตัวอย่างการใช้สำนวน "พอลืมตาอ้าปาก" ในประโยค
- พ่อแม่ของเขาเสียชีวิตตั้งแต่เขายังเล็ก เขาจึงต้องพอลืมตาอ้าปากก็ต้องทำงานหาเลี้ยงชีพด้วยตนเอง
- เด็กในชนบทหลายคนต้องพอลืมตาอ้าปากก็ช่วยพ่อแม่ทำงานในไร่นา
- สมัยก่อนเด็กไทยพอลืมตาอ้าปากก็ต้องออกมาช่วยครอบครัวทำมาหากิน ไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือเหมือนเด็กยุคปัจจุบัน
สรุปและทบทวนเรื่อง สำนวน สุภาษิต และคำพังเพย
สุภาษิต และคำพังเพย จัดเป็น "สำนวน" ด้วยกันทั้งคู่ เพราะมีความหมายในเชิงเปรียบเทียบ และเป็นถ้อยคำที่ใช้สืบเนื่องกันมานาน
สุภาษิต เป็นถ้อยคำที่มักใช้คำสั้น ๆ กะทัดรัดแต่มีความหมายลึกซึ้ง มีสัมผัสคล้องจอง ส่วนใหญ่สุภาษิตที่ใช้ในสังคมไทยมักมีที่มาจากคำสอนทางพุทธศาสนา
คำพังเพย เป็นถ้อยคำที่ให้ข้อคิด โดยกล่าวถึงพฤติกรรมหรือธรรมชาติรอบตัว ส่วนมากมักเป็นถ้อยคำที่เป็นข้อสรุปการกระทำหรือพฤติกรรมทั่วไป อาจมีที่มาจากนิทาน ตำนาน วรรณคดี
หมายเหตุ
คำสุภาษิต หรือ สำนวนสุภาษิต คือ คำในภาษาไทยที่ใช้ในการสื่อสารเชิงเปรียบเทียบอุปมาอุปมัย มักมีความหมายในการตักเตือนสั่งสอนในทางบวก มีความหมายที่ดี เช่น รักยาวให้บั่นรักสั้นให้ต่อ น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ
สำนวนไทย หมายถึง ถ้อยคำ กลุ่มคำ หรือประโยคที่ไม่ได้แปลความหมายตรง ๆ แต่มีความหมายเชิงเปรียบเทียบแฝงอยู่ เช่น สอนจระเข้ให้ว่ายนํ้า รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง
คำพังเพย หมายถึง ถ้อยคำหรือข้อความที่กล่าวเป็นกลาง ๆ เพื่อให้ตีความเข้ากับเรื่อง มีความหมายแฝงอยู่ อาจเป็นคำที่ใช้สื่อในทางเปรียบเปรย หรือในทำนองเสียดสี เช่น กระต่ายตื่นตูม เสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย