ตัดไฟแต่ต้นลม
สํานวนสุภาษิต
ประเภทสำนวน
"ตัดไฟแต่ต้นลม" จัดว่าเป็น สุภาษิต เพราะว่า เป็นคำสอนโดยตรงที่มีความชัดเจนในตัวเอง และให้แง่คิดเกี่ยวกับการแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นเหตุก่อนที่ปัญหาจะลุกลาม โดยไม่ต้องตีความเพิ่มเติม
ที่มาและแนวคิดเบื้องหลัง
สุภาษิตนี้มีที่มาจากการดับไฟในสมัยโบราณ ซึ่งเมื่อเกิดไฟไหม้ คนจะสังเกตทิศทางลมและพยายามดับไฟจากต้นทางที่ลมพัดมา เพื่อป้องกันไม่ให้ไฟลุกลามไปตามทิศทางลม เปรียบเสมือนการแก้ปัญหาที่ควรจัดการที่ต้นเหตุก่อนที่ปัญหาจะบานปลายไปมากกว่าเดิม
ตัวอย่างการใช้สำนวน "ตัดไฟแต่ต้นลม" ในประโยค
- หากเริ่มมีข่าวลือที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดในองค์กร ผู้บริหารควรตัดไฟแต่ต้นลมด้วยการชี้แจงข้อเท็จจริงให้พนักงานทราบทันที
- เมื่อเห็นลูกเริ่มคบเพื่อนที่ชอบชักชวนไปในทางไม่ดี พ่อแม่ควรตัดไฟแต่ต้นลมโดยพูดคุยและหาทางแก้ไขตั้งแต่เนิ่นๆ
สรุปและทบทวนเรื่อง สำนวน สุภาษิต และคำพังเพย
สุภาษิต และคำพังเพย จัดเป็น "สำนวน" ด้วยกันทั้งคู่ เพราะมีความหมายในเชิงเปรียบเทียบ และเป็นถ้อยคำที่ใช้สืบเนื่องกันมานาน
สุภาษิต เป็นถ้อยคำที่มักใช้คำสั้น ๆ กะทัดรัดแต่มีความหมายลึกซึ้ง มีสัมผัสคล้องจอง ส่วนใหญ่สุภาษิตที่ใช้ในสังคมไทยมักมีที่มาจากคำสอนทางพุทธศาสนา
คำพังเพย เป็นถ้อยคำที่ให้ข้อคิด โดยกล่าวถึงพฤติกรรมหรือธรรมชาติรอบตัว ส่วนมากมักเป็นถ้อยคำที่เป็นข้อสรุปการกระทำหรือพฤติกรรมทั่วไป อาจมีที่มาจากนิทาน ตำนาน วรรณคดี
หมายเหตุ
คำสุภาษิต หรือ สำนวนสุภาษิต คือ คำในภาษาไทยที่ใช้ในการสื่อสารเชิงเปรียบเทียบอุปมาอุปมัย มักมีความหมายในการตักเตือนสั่งสอนในทางบวก มีความหมายที่ดี เช่น รักยาวให้บั่นรักสั้นให้ต่อ น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ
สำนวนไทย หมายถึง ถ้อยคำ กลุ่มคำ หรือประโยคที่ไม่ได้แปลความหมายตรง ๆ แต่มีความหมายเชิงเปรียบเทียบแฝงอยู่ เช่น สอนจระเข้ให้ว่ายนํ้า รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง
คำพังเพย หมายถึง ถ้อยคำหรือข้อความที่กล่าวเป็นกลาง ๆ เพื่อให้ตีความเข้ากับเรื่อง มีความหมายแฝงอยู่ อาจเป็นคำที่ใช้สื่อในทางเปรียบเปรย หรือในทำนองเสียดสี เช่น กระต่ายตื่นตูม เสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย