เอาเนื้อหนูไปปะเนื้อช้าง
สํานวนไทย
หมายถึง เอาทรัพย์หรือสิ่งของจากคนที่มีน้อยไปให้ผู้ที่มีมากกว่า
ประเภทสำนวน
"เอาเนื้อหนูไปปะเนื้อช้าง" จัดว่าเป็น สำนวนไทย เพราะว่า เป็นสำนวนเฉพาะที่ไม่สามารถแปลความหมายตรงตัวได้ มีลักษณะเป็นวลีที่ต้องตีความ ไม่มีโครงสร้างเป็นคำสอนโดยตรงหรือคำเปรียบเทียบที่ชัดเจน
ที่มาและแนวคิดเบื้องหลัง
สำนวนนี้หมายถึง การนำสิ่งที่มีค่าน้อยไปเสริมหรือปะปนกับสิ่งที่มีค่ามาก เปรียบเหมือนการนำเนื้อของหนู ซึ่งเป็นสัตว์ตัวเล็ก ไปปะติดกับเนื้อของช้าง ซึ่งเป็นสัตว์ขนาดใหญ่ แสดงถึงความไม่คู่ควร ไม่สมดุล หรือการกระทำที่ไม่เหมาะสม มักใช้ในเชิงการแสวงหาประโยชน์จากผู้อื่นหรือการพึ่งพิงคนที่มีฐานะดีกว่า
ตัวอย่างการใช้สำนวน "เอาเนื้อหนูไปปะเนื้อช้าง" ในประโยค
- พวกนักการเมืองที่อาศัยชื่อเสียงของพรรคใหญ่เพื่อหาเสียง แต่ไม่มีผลงานอะไรเลย ก็เหมือนกับเอาเนื้อหนูไปปะเนื้อช้าง
- การที่คนไม่มีความสามารถพยายามเข้าไปร่วมงานกับผู้เชี่ยวชาญแล้วอ้างความดีความชอบ ก็คือการเอาเนื้อหนูไปปะเนื้อช้างนั่นเอง
สรุปและทบทวนเรื่อง สำนวน สุภาษิต และคำพังเพย
สุภาษิต และคำพังเพย จัดเป็น "สำนวน" ด้วยกันทั้งคู่ เพราะมีความหมายในเชิงเปรียบเทียบ และเป็นถ้อยคำที่ใช้สืบเนื่องกันมานาน
สุภาษิต เป็นถ้อยคำที่มักใช้คำสั้น ๆ กะทัดรัดแต่มีความหมายลึกซึ้ง มีสัมผัสคล้องจอง ส่วนใหญ่สุภาษิตที่ใช้ในสังคมไทยมักมีที่มาจากคำสอนทางพุทธศาสนา
คำพังเพย เป็นถ้อยคำที่ให้ข้อคิด โดยกล่าวถึงพฤติกรรมหรือธรรมชาติรอบตัว ส่วนมากมักเป็นถ้อยคำที่เป็นข้อสรุปการกระทำหรือพฤติกรรมทั่วไป อาจมีที่มาจากนิทาน ตำนาน วรรณคดี
หมายเหตุ
สำนวนไทย หมายถึง ถ้อยคำ กลุ่มคำ หรือประโยคที่ไม่ได้แปลความหมายตรง ๆ แต่มีความหมายเชิงเปรียบเทียบแฝงอยู่ เช่น สอนจระเข้ให้ว่ายนํ้า รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง
คำสุภาษิต หรือ สำนวนสุภาษิต คือ คำในภาษาไทยที่ใช้ในการสื่อสารเชิงเปรียบเทียบอุปมาอุปมัย มักมีความหมายในการตักเตือนสั่งสอนในทางบวก มีความหมายที่ดี เช่น รักยาวให้บั่นรักสั้นให้ต่อ น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ
คำพังเพย หมายถึง ถ้อยคำหรือข้อความที่กล่าวเป็นกลาง ๆ เพื่อให้ตีความเข้ากับเรื่อง มีความหมายแฝงอยู่ อาจเป็นคำที่ใช้สื่อในทางเปรียบเปรย หรือในทำนองเสียดสี เช่น กระต่ายตื่นตูม เสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย