อัฐยายซื้อขนมยาย
สํานวนไทย
หมายถึง เอาทรัพย์สินของผู้ใดผู้หนึ่งมาซื้อ หรือแลกสิ่งของของผู้นั้น
ประเภทสำนวน
"อัฐยายซื้อขนมยาย" จัดว่าเป็น สำนวนไทย เพราะว่า เป็นวลีที่มีความหมายเฉพาะ ไม่สามารถเข้าใจได้จากความหมายตรงตัว ต้องตีความเป็นพิเศษ ไม่ใช่คำสอนโดยตรง (จึงไม่ใช่สุภาษิต) และไม่ได้มีการเปรียบเทียบชัดเจน (จึงไม่ใช่คำพังเพย)
ที่มาและแนวคิดเบื้องหลัง
สำนวนนี้หมายถึงการเอาเงินหรือสิ่งของจากบุคคลหนึ่งไปให้บุคคลเดียวกันนั้น เป็นการหมุนเวียนไม่มีประโยชน์ เหมือนเอาเงินของยายไปซื้อขนมให้ยายเอง สุดท้ายทั้งเงินและขนมก็เป็นของยายอยู่ดี
ตัวอย่างการใช้สำนวน "อัฐยายซื้อขนมยาย" ในประโยค
- บริษัทนี้เอาเงินจากฝ่ายการตลาดไปจ้างฝ่ายประชาสัมพันธ์ทำงานให้ฝ่ายการตลาด ทั้งที่เป็นบริษัทเดียวกัน เหมือนอัฐยายซื้อขนมยาย
- การที่รัฐบาลเอาภาษีประชาชนมาแจกเงินคืนให้ประชาชนโดยไม่สร้างมูลค่าเพิ่ม ก็เหมือนอัฐยายซื้อขนมยาย
สรุปและทบทวนเรื่อง สำนวน สุภาษิต และคำพังเพย
สุภาษิต และคำพังเพย จัดเป็น "สำนวน" ด้วยกันทั้งคู่ เพราะมีความหมายในเชิงเปรียบเทียบ และเป็นถ้อยคำที่ใช้สืบเนื่องกันมานาน
สุภาษิต เป็นถ้อยคำที่มักใช้คำสั้น ๆ กะทัดรัดแต่มีความหมายลึกซึ้ง มีสัมผัสคล้องจอง ส่วนใหญ่สุภาษิตที่ใช้ในสังคมไทยมักมีที่มาจากคำสอนทางพุทธศาสนา
คำพังเพย เป็นถ้อยคำที่ให้ข้อคิด โดยกล่าวถึงพฤติกรรมหรือธรรมชาติรอบตัว ส่วนมากมักเป็นถ้อยคำที่เป็นข้อสรุปการกระทำหรือพฤติกรรมทั่วไป อาจมีที่มาจากนิทาน ตำนาน วรรณคดี
หมายเหตุ
สำนวนไทย หมายถึง ถ้อยคำ กลุ่มคำ หรือประโยคที่ไม่ได้แปลความหมายตรง ๆ แต่มีความหมายเชิงเปรียบเทียบแฝงอยู่ เช่น สอนจระเข้ให้ว่ายนํ้า รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง
คำสุภาษิต หรือ สำนวนสุภาษิต คือ คำในภาษาไทยที่ใช้ในการสื่อสารเชิงเปรียบเทียบอุปมาอุปมัย มักมีความหมายในการตักเตือนสั่งสอนในทางบวก มีความหมายที่ดี เช่น รักยาวให้บั่นรักสั้นให้ต่อ น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ
คำพังเพย หมายถึง ถ้อยคำหรือข้อความที่กล่าวเป็นกลาง ๆ เพื่อให้ตีความเข้ากับเรื่อง มีความหมายแฝงอยู่ อาจเป็นคำที่ใช้สื่อในทางเปรียบเปรย หรือในทำนองเสียดสี เช่น กระต่ายตื่นตูม เสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย