หยิกแกมหยอก
สํานวนไทย
หมายถึง เหน็บแนมทีเล่นทีจริง
ประเภทสำนวน
"หยิกแกมหยอก" จัดว่าเป็น สำนวนไทย เพราะว่า เป็นวลีสั้นๆ ที่มีความหมายเฉพาะ ไม่สามารถแปลความหมายได้ตรงตัว ต้องเข้าใจความหมายเฉพาะที่ใช้กันในภาษาไทย
ที่มาและแนวคิดเบื้องหลัง
สำนวนนี้มาจากการกระทำที่เหมือนแกล้งหรือทำร้าย (หยิกแกม) แต่แท้จริงแล้วเป็นการแสดงความรักใคร่เอ็นดู (หยอก) คือการทำเจ็บเล็กน้อยเพื่อแสดงความสนิทสนม เป็นการล้อเลียนหรือแกล้งคนที่รักใคร่สนิทสนมกัน แสดงถึงความเป็นกันเอง
ตัวอย่างการใช้สำนวน "หยิกแกมหยอก" ในประโยค
- เธอชอบแซวฉันแรงๆ แต่ฉันรู้ว่าเป็นแค่การหยิกแกมหยอกเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาร้าย
- พี่ๆ ในออฟฟิศชอบล้อน้องใหม่ด้วยการให้ทำงานยากๆ เป็นการหยิกแกมหยอก เพื่อฝึกให้เขาได้เรียนรู้งานจริงๆ
สรุปและทบทวนเรื่อง สำนวน สุภาษิต และคำพังเพย
สุภาษิต และคำพังเพย จัดเป็น "สำนวน" ด้วยกันทั้งคู่ เพราะมีความหมายในเชิงเปรียบเทียบ และเป็นถ้อยคำที่ใช้สืบเนื่องกันมานาน
สุภาษิต เป็นถ้อยคำที่มักใช้คำสั้น ๆ กะทัดรัดแต่มีความหมายลึกซึ้ง มีสัมผัสคล้องจอง ส่วนใหญ่สุภาษิตที่ใช้ในสังคมไทยมักมีที่มาจากคำสอนทางพุทธศาสนา
คำพังเพย เป็นถ้อยคำที่ให้ข้อคิด โดยกล่าวถึงพฤติกรรมหรือธรรมชาติรอบตัว ส่วนมากมักเป็นถ้อยคำที่เป็นข้อสรุปการกระทำหรือพฤติกรรมทั่วไป อาจมีที่มาจากนิทาน ตำนาน วรรณคดี
หมายเหตุ
สำนวนไทย หมายถึง ถ้อยคำ กลุ่มคำ หรือประโยคที่ไม่ได้แปลความหมายตรง ๆ แต่มีความหมายเชิงเปรียบเทียบแฝงอยู่ เช่น สอนจระเข้ให้ว่ายนํ้า รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง
คำสุภาษิต หรือ สำนวนสุภาษิต คือ คำในภาษาไทยที่ใช้ในการสื่อสารเชิงเปรียบเทียบอุปมาอุปมัย มักมีความหมายในการตักเตือนสั่งสอนในทางบวก มีความหมายที่ดี เช่น รักยาวให้บั่นรักสั้นให้ต่อ น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ
คำพังเพย หมายถึง ถ้อยคำหรือข้อความที่กล่าวเป็นกลาง ๆ เพื่อให้ตีความเข้ากับเรื่อง มีความหมายแฝงอยู่ อาจเป็นคำที่ใช้สื่อในทางเปรียบเปรย หรือในทำนองเสียดสี เช่น กระต่ายตื่นตูม เสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย