สวมหัวโขน
สํานวนไทย
หมายถึง เอาหัวโขนสวมศีรษะ
ที่มา โดยปริยายหมายความว่า ดำรงตำแหน่งหน้าที่ใหญ่โตหรือมียศถาบรรดาศักดิ์แล้วมักลืมตัวชอบแสดงอำนาจ
ประเภทสำนวน
"สวมหัวโขน" จัดว่าเป็น สำนวนไทย เพราะว่า เป็นวลีที่ไม่สามารถเข้าใจได้จากความหมายตรงตัว ต้องใช้การตีความพิเศษ ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของสำนวนไทย ไม่ใช่คำสอนโดยตรง (สุภาษิต) หรือคำเปรียบเปรย (คำพังเพย)
ที่มาและแนวคิดเบื้องหลัง
สำนวนนี้มีที่มาจากการแสดงโขน ซึ่งเป็นศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทย ผู้แสดงต้องสวมหัวโขนซึ่งเป็นเครื่องประดับศีรษะที่สร้างขึ้นเพื่อแสดงเป็นตัวละครต่างๆ เช่น พระราม ทศกัณฐ์ หนุมาน ฯลฯ เมื่อใครสวมหัวโขนตัวใด ก็ต้องแสดงบทบาทเป็นตัวละครนั้น สำนวน 'สวมหัวโขน' จึงหมายถึงการแสดงตัวเป็นอีกคนหนึ่งซึ่งไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง
ตัวอย่างการใช้สำนวน "สวมหัวโขน" ในประโยค
- เขาสวมหัวโขนเป็นคนดีมีศีลธรรมต่อหน้าผู้ใหญ่ แต่เบื้องหลังกลับทำเรื่องเลวร้ายมากมาย
- นักการเมืองบางคนสวมหัวโขนว่าจะทำเพื่อประชาชน แต่พอได้ตำแหน่งกลับลืมคำสัญญาทั้งหมด
สรุปและทบทวนเรื่อง สำนวน สุภาษิต และคำพังเพย
สุภาษิต และคำพังเพย จัดเป็น "สำนวน" ด้วยกันทั้งคู่ เพราะมีความหมายในเชิงเปรียบเทียบ และเป็นถ้อยคำที่ใช้สืบเนื่องกันมานาน
สุภาษิต เป็นถ้อยคำที่มักใช้คำสั้น ๆ กะทัดรัดแต่มีความหมายลึกซึ้ง มีสัมผัสคล้องจอง ส่วนใหญ่สุภาษิตที่ใช้ในสังคมไทยมักมีที่มาจากคำสอนทางพุทธศาสนา
คำพังเพย เป็นถ้อยคำที่ให้ข้อคิด โดยกล่าวถึงพฤติกรรมหรือธรรมชาติรอบตัว ส่วนมากมักเป็นถ้อยคำที่เป็นข้อสรุปการกระทำหรือพฤติกรรมทั่วไป อาจมีที่มาจากนิทาน ตำนาน วรรณคดี
หมายเหตุ
สำนวนไทย หมายถึง ถ้อยคำ กลุ่มคำ หรือประโยคที่ไม่ได้แปลความหมายตรง ๆ แต่มีความหมายเชิงเปรียบเทียบแฝงอยู่ เช่น สอนจระเข้ให้ว่ายนํ้า รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง
คำสุภาษิต หรือ สำนวนสุภาษิต คือ คำในภาษาไทยที่ใช้ในการสื่อสารเชิงเปรียบเทียบอุปมาอุปมัย มักมีความหมายในการตักเตือนสั่งสอนในทางบวก มีความหมายที่ดี เช่น รักยาวให้บั่นรักสั้นให้ต่อ น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ
คำพังเพย หมายถึง ถ้อยคำหรือข้อความที่กล่าวเป็นกลาง ๆ เพื่อให้ตีความเข้ากับเรื่อง มีความหมายแฝงอยู่ อาจเป็นคำที่ใช้สื่อในทางเปรียบเปรย หรือในทำนองเสียดสี เช่น กระต่ายตื่นตูม เสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย