ลืมหน้าอ้าปาก
สํานวนไทย
ประเภทสำนวน
"ลืมหน้าอ้าปาก" จัดว่าเป็น สำนวนไทย เพราะว่า เป็นวลีเฉพาะที่มีความหมายพิเศษ ไม่สามารถเข้าใจได้จากการแปลความหมายตรงตัว เป็นการพูดเปรียบเทียบถึงการกระทำบางอย่างโดยที่ความหมายนั้นต้องอาศัยการตีความเฉพาะทางวัฒนธรรมไทย
ที่มาและแนวคิดเบื้องหลัง
สำนวนนี้มีที่มาจากลักษณะของคนที่เมื่อลืมหรือเผลอตัว ก็จะอ้าปากค้างด้วยความตกใจหรือเหม่อลอย ใช้เปรียบเปรยถึงคนที่เผลอตัวหรือไม่ระวังตัว จนละเลยหน้าที่ของตนเอง ทำให้เกิดความเสียหาย หรืออาจหมายถึงคนที่หลงลืมตัวเอง เผลอไผล จนทำอะไรผิดพลาดไป
ตัวอย่างการใช้สำนวน "ลืมหน้าอ้าปาก" ในประโยค
- พอเห็นดาราคนดังเดินผ่านหน้า เขาก็ลืมหน้าอ้าปากจนทำแฟ้มเอกสารในมือหล่นกระจาย
- ระวังอย่าลืมหน้าอ้าปากเวลาไปเจรจาธุรกิจสำคัญ มันจะทำให้ฝ่ายตรงข้ามมองว่าเราไม่มีความเป็นมืออาชีพ
- พักนี้เขาลืมหน้าอ้าปากทำงานผิดพลาดบ่อย คงเพราะกำลังมีปัญหาส่วนตัว
สรุปและทบทวนเรื่อง สำนวน สุภาษิต และคำพังเพย
สุภาษิต และคำพังเพย จัดเป็น "สำนวน" ด้วยกันทั้งคู่ เพราะมีความหมายในเชิงเปรียบเทียบ และเป็นถ้อยคำที่ใช้สืบเนื่องกันมานาน
สุภาษิต เป็นถ้อยคำที่มักใช้คำสั้น ๆ กะทัดรัดแต่มีความหมายลึกซึ้ง มีสัมผัสคล้องจอง ส่วนใหญ่สุภาษิตที่ใช้ในสังคมไทยมักมีที่มาจากคำสอนทางพุทธศาสนา
คำพังเพย เป็นถ้อยคำที่ให้ข้อคิด โดยกล่าวถึงพฤติกรรมหรือธรรมชาติรอบตัว ส่วนมากมักเป็นถ้อยคำที่เป็นข้อสรุปการกระทำหรือพฤติกรรมทั่วไป อาจมีที่มาจากนิทาน ตำนาน วรรณคดี
หมายเหตุ
สำนวนไทย หมายถึง ถ้อยคำ กลุ่มคำ หรือประโยคที่ไม่ได้แปลความหมายตรง ๆ แต่มีความหมายเชิงเปรียบเทียบแฝงอยู่ เช่น สอนจระเข้ให้ว่ายนํ้า รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง
คำสุภาษิต หรือ สำนวนสุภาษิต คือ คำในภาษาไทยที่ใช้ในการสื่อสารเชิงเปรียบเทียบอุปมาอุปมัย มักมีความหมายในการตักเตือนสั่งสอนในทางบวก มีความหมายที่ดี เช่น รักยาวให้บั่นรักสั้นให้ต่อ น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ
คำพังเพย หมายถึง ถ้อยคำหรือข้อความที่กล่าวเป็นกลาง ๆ เพื่อให้ตีความเข้ากับเรื่อง มีความหมายแฝงอยู่ อาจเป็นคำที่ใช้สื่อในทางเปรียบเปรย หรือในทำนองเสียดสี เช่น กระต่ายตื่นตูม เสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย