ราบเป็นหน้ากลอง
สํานวนไทย
หมายถึง ราบเรียบ, หมดเสี้ยนหนาม
ประเภทสำนวน
"ราบเป็นหน้ากลอง" จัดว่าเป็น สำนวนไทย เพราะว่า เป็นวลีเฉพาะที่มีความหมายพิเศษ ต้องตีความ ไม่สามารถเข้าใจได้จากความหมายตรงตัว มีลักษณะเป็นการเปรียบเทียบลักษณะความราบเรียบของหน้ากลองกับสภาพที่ถูกทำลายหรือพ่ายแพ้อย่างราบคาบ
ที่มาและแนวคิดเบื้องหลัง
สำนวนนี้เปรียบเทียบกับลักษณะของหน้ากลองที่มีความเรียบ มาอุปมากับการที่สิ่งใดถูกทำลายหรือพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิง ไม่มีอะไรเหลือ จนเรียบราบคล้ายกับผิวหน้าของกลอง แสดงถึงความปราชัยอย่างหมดสิ้น หรือความพินาศย่อยยับโดยสมบูรณ์
ตัวอย่างการใช้สำนวน "ราบเป็นหน้ากลอง" ในประโยค
- กองทัพฝ่ายตรงข้ามถูกโจมตีจนราบเป็นหน้ากลอง ไม่เหลือกำลังต่อต้าน
- หลังจากที่พายุไต้ฝุ่นพัดผ่าน หมู่บ้านทั้งหมู่บ้านราบเป็นหน้ากลอง บ้านเรือนพังเสียหายหมด
สรุปและทบทวนเรื่อง สำนวน สุภาษิต และคำพังเพย
สุภาษิต และคำพังเพย จัดเป็น "สำนวน" ด้วยกันทั้งคู่ เพราะมีความหมายในเชิงเปรียบเทียบ และเป็นถ้อยคำที่ใช้สืบเนื่องกันมานาน
สุภาษิต เป็นถ้อยคำที่มักใช้คำสั้น ๆ กะทัดรัดแต่มีความหมายลึกซึ้ง มีสัมผัสคล้องจอง ส่วนใหญ่สุภาษิตที่ใช้ในสังคมไทยมักมีที่มาจากคำสอนทางพุทธศาสนา
คำพังเพย เป็นถ้อยคำที่ให้ข้อคิด โดยกล่าวถึงพฤติกรรมหรือธรรมชาติรอบตัว ส่วนมากมักเป็นถ้อยคำที่เป็นข้อสรุปการกระทำหรือพฤติกรรมทั่วไป อาจมีที่มาจากนิทาน ตำนาน วรรณคดี
หมายเหตุ
สำนวนไทย หมายถึง ถ้อยคำ กลุ่มคำ หรือประโยคที่ไม่ได้แปลความหมายตรง ๆ แต่มีความหมายเชิงเปรียบเทียบแฝงอยู่ เช่น สอนจระเข้ให้ว่ายนํ้า รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง
คำสุภาษิต หรือ สำนวนสุภาษิต คือ คำในภาษาไทยที่ใช้ในการสื่อสารเชิงเปรียบเทียบอุปมาอุปมัย มักมีความหมายในการตักเตือนสั่งสอนในทางบวก มีความหมายที่ดี เช่น รักยาวให้บั่นรักสั้นให้ต่อ น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ
คำพังเพย หมายถึง ถ้อยคำหรือข้อความที่กล่าวเป็นกลาง ๆ เพื่อให้ตีความเข้ากับเรื่อง มีความหมายแฝงอยู่ อาจเป็นคำที่ใช้สื่อในทางเปรียบเปรย หรือในทำนองเสียดสี เช่น กระต่ายตื่นตูม เสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย