พูดเป็นนัย
สํานวนไทย
หมายถึง พูดอ้อม ๆ โดยไม่บอกเรื่องราวตรง ๆ
ประเภทสำนวน
"พูดเป็นนัย" จัดว่าเป็น สำนวนไทย เพราะว่า เป็นวลีเฉพาะที่มีความหมายพิเศษ ไม่ได้สอนโดยตรงและไม่ได้เปรียบเทียบ แต่เป็นการบรรยายลักษณะการพูดแบบเฉพาะที่ต้องตีความ
ที่มาและแนวคิดเบื้องหลัง
สำนวนนี้หมายถึงการพูดโดยไม่กล่าวตรงไปตรงมา แต่ใช้ถ้อยคำที่อ้อมค้อม มีความหมายแฝง ทำให้ผู้ฟังต้องตีความเอาเอง ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของวัฒนธรรมไทยที่บางครั้งนิยมการพูดอ้อม ไม่พูดตรง เพื่อรักษาน้ำใจหรือบางครั้งเพื่อแสดงความไม่พอใจโดยไม่ต้องเผชิญหน้า
ตัวอย่างการใช้สำนวน "พูดเป็นนัย" ในประโยค
- คุณพ่อพูดเป็นนัยว่าอยากให้ฉันกลับบ้านเร็วขึ้น โดยบอกว่า 'ตอนนี้มืดแล้วนะ เดี๋ยวพ่อจะเป็นห่วง'
- เธอไม่ได้บอกตรงๆ ว่าไม่ชอบอาหารจานนี้ แต่พูดเป็นนัยว่า 'เอ... รสชาติแปลกดีนะ ฉันไม่เคยกินแบบนี้มาก่อน'
สรุปและทบทวนเรื่อง สำนวน สุภาษิต และคำพังเพย
สุภาษิต และคำพังเพย จัดเป็น "สำนวน" ด้วยกันทั้งคู่ เพราะมีความหมายในเชิงเปรียบเทียบ และเป็นถ้อยคำที่ใช้สืบเนื่องกันมานาน
สุภาษิต เป็นถ้อยคำที่มักใช้คำสั้น ๆ กะทัดรัดแต่มีความหมายลึกซึ้ง มีสัมผัสคล้องจอง ส่วนใหญ่สุภาษิตที่ใช้ในสังคมไทยมักมีที่มาจากคำสอนทางพุทธศาสนา
คำพังเพย เป็นถ้อยคำที่ให้ข้อคิด โดยกล่าวถึงพฤติกรรมหรือธรรมชาติรอบตัว ส่วนมากมักเป็นถ้อยคำที่เป็นข้อสรุปการกระทำหรือพฤติกรรมทั่วไป อาจมีที่มาจากนิทาน ตำนาน วรรณคดี
หมายเหตุ
สำนวนไทย หมายถึง ถ้อยคำ กลุ่มคำ หรือประโยคที่ไม่ได้แปลความหมายตรง ๆ แต่มีความหมายเชิงเปรียบเทียบแฝงอยู่ เช่น สอนจระเข้ให้ว่ายนํ้า รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง
คำสุภาษิต หรือ สำนวนสุภาษิต คือ คำในภาษาไทยที่ใช้ในการสื่อสารเชิงเปรียบเทียบอุปมาอุปมัย มักมีความหมายในการตักเตือนสั่งสอนในทางบวก มีความหมายที่ดี เช่น รักยาวให้บั่นรักสั้นให้ต่อ น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ
คำพังเพย หมายถึง ถ้อยคำหรือข้อความที่กล่าวเป็นกลาง ๆ เพื่อให้ตีความเข้ากับเรื่อง มีความหมายแฝงอยู่ อาจเป็นคำที่ใช้สื่อในทางเปรียบเปรย หรือในทำนองเสียดสี เช่น กระต่ายตื่นตูม เสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย