ผ้าเหลืองร้อน
สํานวนไทย
หมายถึง อยากสึก (ใช้แก่พระภิกษุสามเณร)
ประเภทสำนวน
"ผ้าเหลืองร้อน" จัดว่าเป็น สำนวนไทย เพราะว่า เป็นวลีที่มีความหมายเฉพาะ ไม่สามารถเข้าใจได้จากการแปลตรงตัว ต้องอาศัยการตีความที่เป็นที่เข้าใจกันในสังคมไทย ไม่ได้มีลักษณะเป็นคำสอนโดยตรงหรือเป็นการเปรียบเทียบ แต่เป็นคำเฉพาะที่ใช้สื่อถึงสถานการณ์จำเพาะ
ที่มาและแนวคิดเบื้องหลัง
สำนวนนี้มีที่มาจากความเชื่อทางพระพุทธศาสนาที่ว่าพระสงฆ์ผู้ครองผ้าเหลืองต้องรักษาพระวินัยอย่างเคร่งครัด เมื่อใดที่มีการกระทำผิดพระวินัยหรือเกิดเหตุการณ์เสื่อมเสียเกี่ยวกับพระสงฆ์ จึงเปรียบเสมือนว่าผ้าเหลืองนั้นร้อน คือเกิดความเดือดร้อนหรือความวุ่นวายในหมู่สงฆ์หรือวงการศาสนา
ตัวอย่างการใช้สำนวน "ผ้าเหลืองร้อน" ในประโยค
- ตอนนี้ข่าวพระชื่อดังรูปนั้นกำลังเป็นประเด็นใหญ่ ทำให้ผ้าเหลืองร้อนไปทั่ววงการสงฆ์
- เรื่องฉาวเกี่ยวกับการเงินของวัดนั้นทำให้ผ้าเหลืองร้อน ถึงขนาดมหาเถรสมาคมต้องออกมาชี้แจง
สรุปและทบทวนเรื่อง สำนวน สุภาษิต และคำพังเพย
สุภาษิต และคำพังเพย จัดเป็น "สำนวน" ด้วยกันทั้งคู่ เพราะมีความหมายในเชิงเปรียบเทียบ และเป็นถ้อยคำที่ใช้สืบเนื่องกันมานาน
สุภาษิต เป็นถ้อยคำที่มักใช้คำสั้น ๆ กะทัดรัดแต่มีความหมายลึกซึ้ง มีสัมผัสคล้องจอง ส่วนใหญ่สุภาษิตที่ใช้ในสังคมไทยมักมีที่มาจากคำสอนทางพุทธศาสนา
คำพังเพย เป็นถ้อยคำที่ให้ข้อคิด โดยกล่าวถึงพฤติกรรมหรือธรรมชาติรอบตัว ส่วนมากมักเป็นถ้อยคำที่เป็นข้อสรุปการกระทำหรือพฤติกรรมทั่วไป อาจมีที่มาจากนิทาน ตำนาน วรรณคดี
หมายเหตุ
สำนวนไทย หมายถึง ถ้อยคำ กลุ่มคำ หรือประโยคที่ไม่ได้แปลความหมายตรง ๆ แต่มีความหมายเชิงเปรียบเทียบแฝงอยู่ เช่น สอนจระเข้ให้ว่ายนํ้า รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง
คำสุภาษิต หรือ สำนวนสุภาษิต คือ คำในภาษาไทยที่ใช้ในการสื่อสารเชิงเปรียบเทียบอุปมาอุปมัย มักมีความหมายในการตักเตือนสั่งสอนในทางบวก มีความหมายที่ดี เช่น รักยาวให้บั่นรักสั้นให้ต่อ น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ
คำพังเพย หมายถึง ถ้อยคำหรือข้อความที่กล่าวเป็นกลาง ๆ เพื่อให้ตีความเข้ากับเรื่อง มีความหมายแฝงอยู่ อาจเป็นคำที่ใช้สื่อในทางเปรียบเปรย หรือในทำนองเสียดสี เช่น กระต่ายตื่นตูม เสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย