น้ำไหลไฟดับ
สํานวนไทย
ประเภทสำนวน
"น้ำไหลไฟดับ" จัดว่าเป็น สำนวนไทย เพราะว่า เป็นวลีที่มีความหมายเฉพาะที่ไม่สามารถแปลตรงตัวได้ จำเป็นต้องทราบความหมายเฉพาะทางวัฒนธรรม หากแปลตรงตัวว่า 'น้ำไหลและไฟดับ' จะไม่สื่อความหมายที่แท้จริง
ที่มาและแนวคิดเบื้องหลัง
สำนวนนี้อาจมีที่มาจากสภาพความสงบเงียบในยามค่ำคืน เมื่อคนในบ้านเข้านอนแล้ว คือปิดไฟและไม่มีเสียงใด ๆ นอกจากเสียงน้ำไหล หรืออาจหมายถึงสภาพบ้านร้างที่ไม่มีคนอยู่ มีแต่เสียงน้ำไหลและไม่มีไฟ ใช้เปรียบเทียบกับสภาพที่เงียบสงัด ไร้ผู้คน
ตัวอย่างการใช้สำนวน "น้ำไหลไฟดับ" ในประโยค
- พอดึกแล้ว บ้านนี้น้ำไหลไฟดับเลย ไม่มีแม้แต่เสียงพูดคุย
- หลังจากเจ้าของบ้านเสียชีวิต ไม่มีทายาทมารับมรดก บ้านหลังนี้ก็น้ำไหลไฟดับมาหลายปีแล้ว
- ช่วงปิดเทอม หอพักนักศึกษาน้ำไหลไฟดับ ไม่มีใครอยู่เลยสักคน
สรุปและทบทวนเรื่อง สำนวน สุภาษิต และคำพังเพย
สุภาษิต และคำพังเพย จัดเป็น "สำนวน" ด้วยกันทั้งคู่ เพราะมีความหมายในเชิงเปรียบเทียบ และเป็นถ้อยคำที่ใช้สืบเนื่องกันมานาน
สุภาษิต เป็นถ้อยคำที่มักใช้คำสั้น ๆ กะทัดรัดแต่มีความหมายลึกซึ้ง มีสัมผัสคล้องจอง ส่วนใหญ่สุภาษิตที่ใช้ในสังคมไทยมักมีที่มาจากคำสอนทางพุทธศาสนา
คำพังเพย เป็นถ้อยคำที่ให้ข้อคิด โดยกล่าวถึงพฤติกรรมหรือธรรมชาติรอบตัว ส่วนมากมักเป็นถ้อยคำที่เป็นข้อสรุปการกระทำหรือพฤติกรรมทั่วไป อาจมีที่มาจากนิทาน ตำนาน วรรณคดี
หมายเหตุ
สำนวนไทย หมายถึง ถ้อยคำ กลุ่มคำ หรือประโยคที่ไม่ได้แปลความหมายตรง ๆ แต่มีความหมายเชิงเปรียบเทียบแฝงอยู่ เช่น สอนจระเข้ให้ว่ายนํ้า รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง
คำสุภาษิต หรือ สำนวนสุภาษิต คือ คำในภาษาไทยที่ใช้ในการสื่อสารเชิงเปรียบเทียบอุปมาอุปมัย มักมีความหมายในการตักเตือนสั่งสอนในทางบวก มีความหมายที่ดี เช่น รักยาวให้บั่นรักสั้นให้ต่อ น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ
คำพังเพย หมายถึง ถ้อยคำหรือข้อความที่กล่าวเป็นกลาง ๆ เพื่อให้ตีความเข้ากับเรื่อง มีความหมายแฝงอยู่ อาจเป็นคำที่ใช้สื่อในทางเปรียบเปรย หรือในทำนองเสียดสี เช่น กระต่ายตื่นตูม เสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย