ชักหน้าไม่ถึงหลัง
สํานวนไทย
หมายถึง มีรายได้ไม่พอกับรายจ่าย
ประเภทสำนวน
"ชักหน้าไม่ถึงหลัง" จัดว่าเป็น สำนวนไทย เพราะว่า เป็นสำนวนที่มีความหมายเฉพาะ ไม่สามารถเข้าใจได้จากการแปลตรงตัว ต้องมีการตีความ ไม่มีลักษณะเป็นคำสอนโดยตรง (สุภาษิต) หรือเป็นการเปรียบเทียบที่มีความหมายแฝง (คำพังเพย)
ที่มาและแนวคิดเบื้องหลัง
สำนวนนี้สื่อถึงสภาพความเป็นอยู่ที่ลำบาก รายรับไม่พอกับรายจ่าย หรือพยายามหาเงินมาใช้จ่ายแต่ไม่เพียงพอ เหมือนดึงผ้าห่มที่สั้นเกินไป ถ้าดึงมาคลุมหน้าก็จะเผยให้เห็นเท้า ถ้าดึงลงไปคลุมเท้าก็จะเผยให้เห็นหน้า แสดงถึงความไม่พอเพียงในการดำรงชีวิต
ตัวอย่างการใช้สำนวน "ชักหน้าไม่ถึงหลัง" ในประโยค
- เขาเพิ่งเริ่มทำงานได้ไม่กี่เดือน เงินเดือนน้อย แถมมีภาระต้องส่งน้องเรียน ทำให้ชักหน้าไม่ถึงหลังอยู่ตลอด
- ช่วงเศรษฐกิจแย่แบบนี้ หลายครอบครัวชักหน้าไม่ถึงหลัง แม้จะทำงานหนักแค่ไหนก็ยังไม่พอค่าใช้จ่าย
- การกู้เงินมาใช้หนี้เก่าแล้วสร้างหนี้ใหม่ จะทำให้คุณชักหน้าไม่ถึงหลังไปเรื่อยๆ ไม่มีวันหลุดพ้น
สรุปและทบทวนเรื่อง สำนวน สุภาษิต และคำพังเพย
สุภาษิต และคำพังเพย จัดเป็น "สำนวน" ด้วยกันทั้งคู่ เพราะมีความหมายในเชิงเปรียบเทียบ และเป็นถ้อยคำที่ใช้สืบเนื่องกันมานาน
สุภาษิต เป็นถ้อยคำที่มักใช้คำสั้น ๆ กะทัดรัดแต่มีความหมายลึกซึ้ง มีสัมผัสคล้องจอง ส่วนใหญ่สุภาษิตที่ใช้ในสังคมไทยมักมีที่มาจากคำสอนทางพุทธศาสนา
คำพังเพย เป็นถ้อยคำที่ให้ข้อคิด โดยกล่าวถึงพฤติกรรมหรือธรรมชาติรอบตัว ส่วนมากมักเป็นถ้อยคำที่เป็นข้อสรุปการกระทำหรือพฤติกรรมทั่วไป อาจมีที่มาจากนิทาน ตำนาน วรรณคดี
หมายเหตุ
สำนวนไทย หมายถึง ถ้อยคำ กลุ่มคำ หรือประโยคที่ไม่ได้แปลความหมายตรง ๆ แต่มีความหมายเชิงเปรียบเทียบแฝงอยู่ เช่น สอนจระเข้ให้ว่ายนํ้า รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง
คำสุภาษิต หรือ สำนวนสุภาษิต คือ คำในภาษาไทยที่ใช้ในการสื่อสารเชิงเปรียบเทียบอุปมาอุปมัย มักมีความหมายในการตักเตือนสั่งสอนในทางบวก มีความหมายที่ดี เช่น รักยาวให้บั่นรักสั้นให้ต่อ น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ
คำพังเพย หมายถึง ถ้อยคำหรือข้อความที่กล่าวเป็นกลาง ๆ เพื่อให้ตีความเข้ากับเรื่อง มีความหมายแฝงอยู่ อาจเป็นคำที่ใช้สื่อในทางเปรียบเปรย หรือในทำนองเสียดสี เช่น กระต่ายตื่นตูม เสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย