กินบ้านกินเมือง
สํานวนไทย
ประเภทสำนวน
"กินบ้านกินเมือง" จัดว่าเป็น สำนวนไทย เพราะว่า เป็นวลีเฉพาะที่แปลตรงตัวไม่ได้ ต้องตีความหมายเฉพาะ ไม่ใช่คำสอนโดยตรง (สุภาษิต) และไม่มีลักษณะเปรียบเปรยที่ชัดเจน (คำพังเพย)
ที่มาและแนวคิดเบื้องหลัง
สำนวนนี้หมายถึง การทำให้บ้านเมืองเดือดร้อนวุ่นวาย หรือการสร้างความเสียหายให้แก่บ้านเมือง โดยมักใช้อธิบายถึงการกระทำของคนหรือกลุ่มคนที่มีอำนาจแล้วใช้อำนาจในทางที่ผิด หรือกระทำการที่ส่งผลเสียต่อส่วนรวม ทำให้บ้านเมืองเกิดความเสียหาย วุ่นวาย หรือตกอยู่ในภาวะวิกฤต
ตัวอย่างการใช้สำนวน "กินบ้านกินเมือง" ในประโยค
- พวกนักการเมืองคอร์รัปชั่นพวกนี้ กินบ้านกินเมือง จนประเทศชาติล่มจม
- การใช้อำนาจโดยมิชอบของผู้นำกลุ่มนี้เป็นการกินบ้านกินเมือง โดยแท้ ทำเอาประชาชนเดือดร้อนกันทั่วหน้า
สรุปและทบทวนเรื่อง สำนวน สุภาษิต และคำพังเพย
สุภาษิต และคำพังเพย จัดเป็น "สำนวน" ด้วยกันทั้งคู่ เพราะมีความหมายในเชิงเปรียบเทียบ และเป็นถ้อยคำที่ใช้สืบเนื่องกันมานาน
สุภาษิต เป็นถ้อยคำที่มักใช้คำสั้น ๆ กะทัดรัดแต่มีความหมายลึกซึ้ง มีสัมผัสคล้องจอง ส่วนใหญ่สุภาษิตที่ใช้ในสังคมไทยมักมีที่มาจากคำสอนทางพุทธศาสนา
คำพังเพย เป็นถ้อยคำที่ให้ข้อคิด โดยกล่าวถึงพฤติกรรมหรือธรรมชาติรอบตัว ส่วนมากมักเป็นถ้อยคำที่เป็นข้อสรุปการกระทำหรือพฤติกรรมทั่วไป อาจมีที่มาจากนิทาน ตำนาน วรรณคดี
หมายเหตุ
สำนวนไทย หมายถึง ถ้อยคำ กลุ่มคำ หรือประโยคที่ไม่ได้แปลความหมายตรง ๆ แต่มีความหมายเชิงเปรียบเทียบแฝงอยู่ เช่น สอนจระเข้ให้ว่ายนํ้า รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง
คำสุภาษิต หรือ สำนวนสุภาษิต คือ คำในภาษาไทยที่ใช้ในการสื่อสารเชิงเปรียบเทียบอุปมาอุปมัย มักมีความหมายในการตักเตือนสั่งสอนในทางบวก มีความหมายที่ดี เช่น รักยาวให้บั่นรักสั้นให้ต่อ น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ
คำพังเพย หมายถึง ถ้อยคำหรือข้อความที่กล่าวเป็นกลาง ๆ เพื่อให้ตีความเข้ากับเรื่อง มีความหมายแฝงอยู่ อาจเป็นคำที่ใช้สื่อในทางเปรียบเปรย หรือในทำนองเสียดสี เช่น กระต่ายตื่นตูม เสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย