กระชังหน้าใหญ่
สํานวนไทย
ประเภทสำนวน
"กระชังหน้าใหญ่" จัดว่าเป็น สำนวนไทย เพราะว่า เป็นวลีเฉพาะที่ไม่สามารถแปลความหมายได้ตรงตัว ต้องตีความเป็นความหมายเฉพาะ ไม่ใช่คำสอนโดยตรง (สุภาษิต) หรือคำเปรียบเทียบที่มีข้อคิดแฝง (คำพังเพย)
ที่มาและแนวคิดเบื้องหลัง
สำนวนนี้มาจากการนำลักษณะของกระชังขนาดใหญ่ที่ใช้เลี้ยงปลา มาเปรียบกับคนที่มีหน้าตาบึ้งตึง ขึงขัง เคร่งขรึม หรือทำหน้านิ่วคิ้วขมวด ไม่ยิ้มแย้ม แสดงอารมณ์ไม่พอใจให้เห็นชัดเจน
ตัวอย่างการใช้สำนวน "กระชังหน้าใหญ่" ในประโยค
- พอเห็นลูกกลับบ้านดึก คุณพ่อทำกระชังหน้าใหญ่ทันที ทำเอาไม่กล้าเข้าไปใกล้เลย
- เธอเป็นคนอารมณ์ดีตลอด แต่พอมีใครพูดถึงเรื่องนี้ เธอจะทำกระชังหน้าใหญ่ทุกที แสดงว่าคงไม่ชอบประเด็นนี้แน่ๆ
สรุปและทบทวนเรื่อง สำนวน สุภาษิต และคำพังเพย
สุภาษิต และคำพังเพย จัดเป็น "สำนวน" ด้วยกันทั้งคู่ เพราะมีความหมายในเชิงเปรียบเทียบ และเป็นถ้อยคำที่ใช้สืบเนื่องกันมานาน
สุภาษิต เป็นถ้อยคำที่มักใช้คำสั้น ๆ กะทัดรัดแต่มีความหมายลึกซึ้ง มีสัมผัสคล้องจอง ส่วนใหญ่สุภาษิตที่ใช้ในสังคมไทยมักมีที่มาจากคำสอนทางพุทธศาสนา
คำพังเพย เป็นถ้อยคำที่ให้ข้อคิด โดยกล่าวถึงพฤติกรรมหรือธรรมชาติรอบตัว ส่วนมากมักเป็นถ้อยคำที่เป็นข้อสรุปการกระทำหรือพฤติกรรมทั่วไป อาจมีที่มาจากนิทาน ตำนาน วรรณคดี
หมายเหตุ
สำนวนไทย หมายถึง ถ้อยคำ กลุ่มคำ หรือประโยคที่ไม่ได้แปลความหมายตรง ๆ แต่มีความหมายเชิงเปรียบเทียบแฝงอยู่ เช่น สอนจระเข้ให้ว่ายนํ้า รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง
คำสุภาษิต หรือ สำนวนสุภาษิต คือ คำในภาษาไทยที่ใช้ในการสื่อสารเชิงเปรียบเทียบอุปมาอุปมัย มักมีความหมายในการตักเตือนสั่งสอนในทางบวก มีความหมายที่ดี เช่น รักยาวให้บั่นรักสั้นให้ต่อ น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ
คำพังเพย หมายถึง ถ้อยคำหรือข้อความที่กล่าวเป็นกลาง ๆ เพื่อให้ตีความเข้ากับเรื่อง มีความหมายแฝงอยู่ อาจเป็นคำที่ใช้สื่อในทางเปรียบเปรย หรือในทำนองเสียดสี เช่น กระต่ายตื่นตูม เสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย