แผ่สองสลึง
คำพังเพย
หมายถึงอาการที่นอนหงายมือตีนเหยียดออกไปเต็มที่
ประเภทสำนวน
"แผ่สองสลึง" จัดว่าเป็น คำพังเพย เพราะว่า เป็นข้อความที่เปรียบเปรย มีความหมายแฝงที่ต้องตีความ ไม่ได้สอนโดยตรงเหมือนสุภาษิต แต่เปรียบเทียบลักษณะของคนที่แสดงตัวเกินฐานะที่แท้จริง
ที่มาและแนวคิดเบื้องหลัง
สำนวนนี้เกี่ยวข้องกับค่าเงินในสมัยโบราณ โดย 'สองสลึง' เป็นเงินจำนวนเล็กน้อย (สลึงเป็นหน่วยเงินโบราณเท่ากับ 1/4 บาท) แต่กลับ 'แผ่' ออกไปให้ดูใหญ่โต เสมือนคนที่มีทรัพย์สินหรือฐานะน้อย แต่พยายามทำตัวหรือวางท่าให้คนอื่นเห็นว่าตนมีฐานะดี ร่ำรวยกว่าความเป็นจริง
ตัวอย่างการใช้สำนวน "แผ่สองสลึง" ในประโยค
- พวกวัยรุ่นสมัยนี้บางคนชอบแผ่สองสลึง ใช้โทรศัพท์หรูๆ แต่ต้องผ่อนเป็นปี กินมาม่าประทังชีวิต
- เขาชอบควักแผ่สองสลึงเวลาไปกินข้าวกับเพื่อนฝูง เลี้ยงทุกคนอย่างดี ทั้งที่ต้องหยิบยืมคนอื่นมาใช้จ่าย
- รถคันเล็กๆ แค่นี้ ทำไมต้องติดสปอยเลอร์กับล้อแพงๆ ด้วย ดูเหมือนแผ่สองสลึงชัดๆ
สรุปและทบทวนเรื่อง สำนวน สุภาษิต และคำพังเพย
สุภาษิต และคำพังเพย จัดเป็น "สำนวน" ด้วยกันทั้งคู่ เพราะมีความหมายในเชิงเปรียบเทียบ และเป็นถ้อยคำที่ใช้สืบเนื่องกันมานาน
สุภาษิต เป็นถ้อยคำที่มักใช้คำสั้น ๆ กะทัดรัดแต่มีความหมายลึกซึ้ง มีสัมผัสคล้องจอง ส่วนใหญ่สุภาษิตที่ใช้ในสังคมไทยมักมีที่มาจากคำสอนทางพุทธศาสนา
คำพังเพย เป็นถ้อยคำที่ให้ข้อคิด โดยกล่าวถึงพฤติกรรมหรือธรรมชาติรอบตัว ส่วนมากมักเป็นถ้อยคำที่เป็นข้อสรุปการกระทำหรือพฤติกรรมทั่วไป อาจมีที่มาจากนิทาน ตำนาน วรรณคดี
หมายเหตุ
คำพังเพย หมายถึง ถ้อยคำหรือข้อความที่กล่าวเป็นกลาง ๆ เพื่อให้ตีความเข้ากับเรื่อง มีความหมายแฝงอยู่ อาจเป็นคำที่ใช้สื่อในทางเปรียบเปรย หรือในทำนองเสียดสี เช่น กระต่ายตื่นตูม เสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย
สำนวนไทย หมายถึง ถ้อยคำ กลุ่มคำ หรือประโยคที่ไม่ได้แปลความหมายตรง ๆ แต่มีความหมายเชิงเปรียบเทียบแฝงอยู่ เช่น สอนจระเข้ให้ว่ายนํ้า รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง
คำสุภาษิต หรือ สำนวนสุภาษิต คือ คำในภาษาไทยที่ใช้ในการสื่อสารเชิงเปรียบเทียบอุปมาอุปมัย มักมีความหมายในการตักเตือนสั่งสอนในทางบวก มีความหมายที่ดี เช่น รักยาวให้บั่นรักสั้นให้ต่อ น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ