เห็นดำเห็นแดง
คำพังเพย
หมายถึงถึงขั้นแตกหัก
ประเภทสำนวน
"เห็นดำเห็นแดง" จัดว่าเป็น คำพังเพย เพราะว่า เป็นข้อความเปรียบเปรยที่มีความหมายแฝง ต้องตีความเพิ่มเติม ไม่ใช่คำสอนโดยตรงเหมือนสุภาษิต และไม่ใช่เพียงวลีสั้นๆ ที่มีความหมายเฉพาะเหมือนสำนวนไทย
ที่มาและแนวคิดเบื้องหลัง
มาจากการเปรียบเทียบเมื่อคนโกรธมากจนเลือดขึ้นหน้า ตาจะแดงก่ำ หรือคนที่โมโหจนควบคุมตัวเองไม่ได้ มองเห็นอะไรไม่ชัดเจน (เห็นแต่สีดำสีแดง) จึงใช้เป็นคำพังเพยเปรียบถึงอาการโกรธจัด โมโหรุนแรงจนหน้ามืดตาลาย ควบคุมตัวเองไม่ได้ พร้อมจะทำร้ายหรือต่อสู้กับผู้อื่น
ตัวอย่างการใช้สำนวน "เห็นดำเห็นแดง" ในประโยค
- เขาโกรธจนเห็นดำเห็นแดง พุ่งเข้าไปชกคู่กรณีทันทีโดยไม่ฟังเหตุผล
- อย่าไปพูดเรื่องนี้ตอนเขากำลังโมโห ปล่อยให้เขาใจเย็นก่อน ไม่อย่างนั้นเขาอาจจะเห็นดำเห็นแดงแล้วทำอะไรที่เสียหายได้
สรุปและทบทวนเรื่อง สำนวน สุภาษิต และคำพังเพย
สุภาษิต และคำพังเพย จัดเป็น "สำนวน" ด้วยกันทั้งคู่ เพราะมีความหมายในเชิงเปรียบเทียบ และเป็นถ้อยคำที่ใช้สืบเนื่องกันมานาน
สุภาษิต เป็นถ้อยคำที่มักใช้คำสั้น ๆ กะทัดรัดแต่มีความหมายลึกซึ้ง มีสัมผัสคล้องจอง ส่วนใหญ่สุภาษิตที่ใช้ในสังคมไทยมักมีที่มาจากคำสอนทางพุทธศาสนา
คำพังเพย เป็นถ้อยคำที่ให้ข้อคิด โดยกล่าวถึงพฤติกรรมหรือธรรมชาติรอบตัว ส่วนมากมักเป็นถ้อยคำที่เป็นข้อสรุปการกระทำหรือพฤติกรรมทั่วไป อาจมีที่มาจากนิทาน ตำนาน วรรณคดี
หมายเหตุ
คำพังเพย หมายถึง ถ้อยคำหรือข้อความที่กล่าวเป็นกลาง ๆ เพื่อให้ตีความเข้ากับเรื่อง มีความหมายแฝงอยู่ อาจเป็นคำที่ใช้สื่อในทางเปรียบเปรย หรือในทำนองเสียดสี เช่น กระต่ายตื่นตูม เสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย
สำนวนไทย หมายถึง ถ้อยคำ กลุ่มคำ หรือประโยคที่ไม่ได้แปลความหมายตรง ๆ แต่มีความหมายเชิงเปรียบเทียบแฝงอยู่ เช่น สอนจระเข้ให้ว่ายนํ้า รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง
คำสุภาษิต หรือ สำนวนสุภาษิต คือ คำในภาษาไทยที่ใช้ในการสื่อสารเชิงเปรียบเทียบอุปมาอุปมัย มักมีความหมายในการตักเตือนสั่งสอนในทางบวก มีความหมายที่ดี เช่น รักยาวให้บั่นรักสั้นให้ต่อ น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ