เสือกระดาษ
คำพังเพย
หมายถึงประเทศ องค์การ หรือผู้ที่ทําท่าทีประหนึ่งมีอํานาจมากแต่ความจริงไม่มี
ประเภทสำนวน
"เสือกระดาษ" จัดว่าเป็น คำพังเพย เพราะว่า เป็นการเปรียบเทียบลักษณะบุคคลที่ดูน่ากลัวแต่ไม่มีอำนาจจริง จัดเป็นคำพังเพยเพราะมีลักษณะเป็นการเปรียบเปรยที่ต้องตีความเพิ่มเติม ไม่ใช่คำสอนโดยตรงเหมือนสุภาษิต และมีความหมายเฉพาะที่ต้องตีความมากกว่าสำนวนไทยทั่วไป
ที่มาและแนวคิดเบื้องหลัง
สำนวนนี้เปรียบเทียบคนที่แสดงว่าตนเองน่ากลัว มีอำนาจ หรือมีอิทธิพล แต่ความจริงแล้วไม่มีอำนาจหรือความน่ากลัวอย่างที่แสดงออก เหมือนเสือที่ทำจากกระดาษ ซึ่งมีเพียงรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูน่ากลัว แต่ไม่มีพิษภัยหรืออันตรายใดๆ เหมือนเสือจริง
ตัวอย่างการใช้สำนวน "เสือกระดาษ" ในประโยค
- ผู้จัดการคนใหม่ชอบตะคอกพนักงาน แต่พอมีปัญหาต้องเจรจากับลูกค้ารายใหญ่กลับไม่กล้าเจรจาต่อรอง เขาเป็นเสือกระดาษเท่านั้นเอง
- อย่าไปกลัวคำขู่ของเขาหรอก เขาเป็นแค่เสือกระดาษ พูดเสียงดังแต่ทำอะไรเราไม่ได้หรอก
สรุปและทบทวนเรื่อง สำนวน สุภาษิต และคำพังเพย
สุภาษิต และคำพังเพย จัดเป็น "สำนวน" ด้วยกันทั้งคู่ เพราะมีความหมายในเชิงเปรียบเทียบ และเป็นถ้อยคำที่ใช้สืบเนื่องกันมานาน
สุภาษิต เป็นถ้อยคำที่มักใช้คำสั้น ๆ กะทัดรัดแต่มีความหมายลึกซึ้ง มีสัมผัสคล้องจอง ส่วนใหญ่สุภาษิตที่ใช้ในสังคมไทยมักมีที่มาจากคำสอนทางพุทธศาสนา
คำพังเพย เป็นถ้อยคำที่ให้ข้อคิด โดยกล่าวถึงพฤติกรรมหรือธรรมชาติรอบตัว ส่วนมากมักเป็นถ้อยคำที่เป็นข้อสรุปการกระทำหรือพฤติกรรมทั่วไป อาจมีที่มาจากนิทาน ตำนาน วรรณคดี
หมายเหตุ
คำพังเพย หมายถึง ถ้อยคำหรือข้อความที่กล่าวเป็นกลาง ๆ เพื่อให้ตีความเข้ากับเรื่อง มีความหมายแฝงอยู่ อาจเป็นคำที่ใช้สื่อในทางเปรียบเปรย หรือในทำนองเสียดสี เช่น กระต่ายตื่นตูม เสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย
สำนวนไทย หมายถึง ถ้อยคำ กลุ่มคำ หรือประโยคที่ไม่ได้แปลความหมายตรง ๆ แต่มีความหมายเชิงเปรียบเทียบแฝงอยู่ เช่น สอนจระเข้ให้ว่ายนํ้า รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง
คำสุภาษิต หรือ สำนวนสุภาษิต คือ คำในภาษาไทยที่ใช้ในการสื่อสารเชิงเปรียบเทียบอุปมาอุปมัย มักมีความหมายในการตักเตือนสั่งสอนในทางบวก มีความหมายที่ดี เช่น รักยาวให้บั่นรักสั้นให้ต่อ น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ