เสี้ยมเขาควายให้ชนกัน
คำพังเพย
หมายถึงยุยงให้ 2 ฝ่ายทะเลาะวิวาทกัน
ประเภทสำนวน
"เสี้ยมเขาควายให้ชนกัน" จัดว่าเป็น คำพังเพย เพราะว่า เป็นการเปรียบเทียบพฤติกรรมที่ต้องตีความ มีนัยเปรียบเปรยถึงการยุให้คนทะเลาะกัน ไม่ใช่คำสอนโดยตรงแบบสุภาษิต และไม่ใช่สำนวนที่มีความหมายเฉพาะต้องใช้ในบริบทจำเพาะ
ที่มาและแนวคิดเบื้องหลัง
สำนวนนี้มีที่มาจากการกระทำที่เจตนาให้ควายสองตัวเกิดการต่อสู้กัน โดยการเสี้ยมหรือแหย่ที่เขาเพื่อยั่วยุให้ควายตกใจหรือโกรธจนเกิดการชนกัน ใช้เปรียบเทียบกับการที่คนบางคนพยายามยุให้ผู้อื่นทะเลาะหรือขัดแย้งกัน เพื่อผลประโยชน์หรือความสนุกของตนเอง
ตัวอย่างการใช้สำนวน "เสี้ยมเขาควายให้ชนกัน" ในประโยค
- ธนาชอบพูดใส่ร้ายป้าแดงให้ป้าขาวฟัง แล้วก็เอาเรื่องของป้าขาวไปบอกป้าแดง เหมือนกำลังเสี้ยมเขาควายให้ชนกัน
- ฝ่ายค้านพยายามเสี้ยมเขาควายให้ชนกัน โดยนำความขัดแย้งในพรรครัฐบาลมาขยายความจนทำให้เกิดการโต้เถียงรุนแรงในสภา
สรุปและทบทวนเรื่อง สำนวน สุภาษิต และคำพังเพย
สุภาษิต และคำพังเพย จัดเป็น "สำนวน" ด้วยกันทั้งคู่ เพราะมีความหมายในเชิงเปรียบเทียบ และเป็นถ้อยคำที่ใช้สืบเนื่องกันมานาน
สุภาษิต เป็นถ้อยคำที่มักใช้คำสั้น ๆ กะทัดรัดแต่มีความหมายลึกซึ้ง มีสัมผัสคล้องจอง ส่วนใหญ่สุภาษิตที่ใช้ในสังคมไทยมักมีที่มาจากคำสอนทางพุทธศาสนา
คำพังเพย เป็นถ้อยคำที่ให้ข้อคิด โดยกล่าวถึงพฤติกรรมหรือธรรมชาติรอบตัว ส่วนมากมักเป็นถ้อยคำที่เป็นข้อสรุปการกระทำหรือพฤติกรรมทั่วไป อาจมีที่มาจากนิทาน ตำนาน วรรณคดี
หมายเหตุ
คำพังเพย หมายถึง ถ้อยคำหรือข้อความที่กล่าวเป็นกลาง ๆ เพื่อให้ตีความเข้ากับเรื่อง มีความหมายแฝงอยู่ อาจเป็นคำที่ใช้สื่อในทางเปรียบเปรย หรือในทำนองเสียดสี เช่น กระต่ายตื่นตูม เสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย
สำนวนไทย หมายถึง ถ้อยคำ กลุ่มคำ หรือประโยคที่ไม่ได้แปลความหมายตรง ๆ แต่มีความหมายเชิงเปรียบเทียบแฝงอยู่ เช่น สอนจระเข้ให้ว่ายนํ้า รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง
คำสุภาษิต หรือ สำนวนสุภาษิต คือ คำในภาษาไทยที่ใช้ในการสื่อสารเชิงเปรียบเทียบอุปมาอุปมัย มักมีความหมายในการตักเตือนสั่งสอนในทางบวก มีความหมายที่ดี เช่น รักยาวให้บั่นรักสั้นให้ต่อ น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ