หนูติดจั่น
คำพังเพย
หมายถึงจนปัญญา, หาทางออกไม่ได้
ประเภทสำนวน
"หนูติดจั่น" จัดว่าเป็น คำพังเพย เพราะว่า เป็นคำเปรียบเปรยถึงสถานการณ์ที่ติดตกอยู่ในที่ลำบาก ไม่มีทางออก เปรียบเทียบสถานการณ์โดยต้องตีความเพิ่มเติม มีลักษณะเป็นการเปรียบเปรยพฤติกรรมหรือสถานการณ์ มากกว่าเป็นคำสอนโดยตรง
ที่มาและแนวคิดเบื้องหลัง
สำนวนนี้มีที่มาจากสถานการณ์ของหนูที่ปีนเข้าไปในจั่น (ภาชนะดินเผาใบใหญ่ทรงแคบที่มีคอคอดและปากแคบ) เพื่อกินของที่อยู่ข้างใน แต่เมื่อกินอิ่มแล้วตัวจะพองออกจนไม่สามารถออกมาทางปากจั่นที่แคบได้ จึงติดอยู่ในนั้น เปรียบเหมือนคนที่ตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก ไม่รู้จะออกจากปัญหาได้อย่างไร
ตัวอย่างการใช้สำนวน "หนูติดจั่น" ในประโยค
- พอเขาเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับวงการพนัน ตอนนี้ถูกเจ้าหนี้ทวงหนี้ เรียกว่าหนูติดจั่นแล้ว
- บริษัทลงทุนขยายกิจการมากเกินไปจนขาดสภาพคล่อง ตอนนี้เหมือนหนูติดจั่น หาทางออกไม่ได้เลย
สรุปและทบทวนเรื่อง สำนวน สุภาษิต และคำพังเพย
สุภาษิต และคำพังเพย จัดเป็น "สำนวน" ด้วยกันทั้งคู่ เพราะมีความหมายในเชิงเปรียบเทียบ และเป็นถ้อยคำที่ใช้สืบเนื่องกันมานาน
สุภาษิต เป็นถ้อยคำที่มักใช้คำสั้น ๆ กะทัดรัดแต่มีความหมายลึกซึ้ง มีสัมผัสคล้องจอง ส่วนใหญ่สุภาษิตที่ใช้ในสังคมไทยมักมีที่มาจากคำสอนทางพุทธศาสนา
คำพังเพย เป็นถ้อยคำที่ให้ข้อคิด โดยกล่าวถึงพฤติกรรมหรือธรรมชาติรอบตัว ส่วนมากมักเป็นถ้อยคำที่เป็นข้อสรุปการกระทำหรือพฤติกรรมทั่วไป อาจมีที่มาจากนิทาน ตำนาน วรรณคดี
หมายเหตุ
คำพังเพย หมายถึง ถ้อยคำหรือข้อความที่กล่าวเป็นกลาง ๆ เพื่อให้ตีความเข้ากับเรื่อง มีความหมายแฝงอยู่ อาจเป็นคำที่ใช้สื่อในทางเปรียบเปรย หรือในทำนองเสียดสี เช่น กระต่ายตื่นตูม เสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย
สำนวนไทย หมายถึง ถ้อยคำ กลุ่มคำ หรือประโยคที่ไม่ได้แปลความหมายตรง ๆ แต่มีความหมายเชิงเปรียบเทียบแฝงอยู่ เช่น สอนจระเข้ให้ว่ายนํ้า รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง
คำสุภาษิต หรือ สำนวนสุภาษิต คือ คำในภาษาไทยที่ใช้ในการสื่อสารเชิงเปรียบเทียบอุปมาอุปมัย มักมีความหมายในการตักเตือนสั่งสอนในทางบวก มีความหมายที่ดี เช่น รักยาวให้บั่นรักสั้นให้ต่อ น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ