สองฝักสองฝ่าย
คำพังเพย
หมายถึงทำตัวเข้ากับ 2 ฝ่ายที่ไม่ถูกกัน โดยหวังประโยชน์เพื่อตน
ประเภทสำนวน
"สองฝักสองฝ่าย" จัดว่าเป็น คำพังเพย เพราะว่า เป็นคำเปรียบเปรยถึงการวางตัวในสถานการณ์ที่มีความขัดแย้ง โดยมีความหมายแฝงที่ต้องตีความเพิ่มเติม ไม่ใช่คำสอนโดยตรงเหมือนสุภาษิต และไม่ใช่คำที่มีความหมายพิเศษเฉพาะเหมือนสำนวนไทย
ที่มาและแนวคิดเบื้องหลัง
สำนวนนี้มาจากการเปรียบเทียบกับการวางเท้าที่เหยียบอยู่บนทั้งสองฝั่ง หมายถึงคนที่เข้าพวกกับทั้งสองฝ่ายที่ขัดแย้งกัน หรือไม่แสดงจุดยืนชัดเจนว่าตนเองสนับสนุนฝ่ายใด มักเป็นการวางตัวเพื่อหวังผลประโยชน์จากทั้งสองฝ่าย ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ไม่จริงใจและถูกมองในแง่ลบ
ตัวอย่างการใช้สำนวน "สองฝักสองฝ่าย" ในประโยค
- ในช่วงที่บริษัทกำลังมีปัญหาความขัดแย้งระหว่างสองฝ่ายผู้บริหาร นาย ก. พยายามสองฝักสองฝ่าย พูดดีกับทั้งสองฝ่ายเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเอง
- หลังจากรู้ว่าเธอสองฝักสองฝ่าย ทั้งๆ ที่รู้ว่าเพื่อนสนิททั้งสองคนกำลังทะเลาะกัน ทุกคนก็เริ่มไม่ไว้วางใจเธออีกต่อไป
สรุปและทบทวนเรื่อง สำนวน สุภาษิต และคำพังเพย
สุภาษิต และคำพังเพย จัดเป็น "สำนวน" ด้วยกันทั้งคู่ เพราะมีความหมายในเชิงเปรียบเทียบ และเป็นถ้อยคำที่ใช้สืบเนื่องกันมานาน
สุภาษิต เป็นถ้อยคำที่มักใช้คำสั้น ๆ กะทัดรัดแต่มีความหมายลึกซึ้ง มีสัมผัสคล้องจอง ส่วนใหญ่สุภาษิตที่ใช้ในสังคมไทยมักมีที่มาจากคำสอนทางพุทธศาสนา
คำพังเพย เป็นถ้อยคำที่ให้ข้อคิด โดยกล่าวถึงพฤติกรรมหรือธรรมชาติรอบตัว ส่วนมากมักเป็นถ้อยคำที่เป็นข้อสรุปการกระทำหรือพฤติกรรมทั่วไป อาจมีที่มาจากนิทาน ตำนาน วรรณคดี
หมายเหตุ
คำพังเพย หมายถึง ถ้อยคำหรือข้อความที่กล่าวเป็นกลาง ๆ เพื่อให้ตีความเข้ากับเรื่อง มีความหมายแฝงอยู่ อาจเป็นคำที่ใช้สื่อในทางเปรียบเปรย หรือในทำนองเสียดสี เช่น กระต่ายตื่นตูม เสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย
สำนวนไทย หมายถึง ถ้อยคำ กลุ่มคำ หรือประโยคที่ไม่ได้แปลความหมายตรง ๆ แต่มีความหมายเชิงเปรียบเทียบแฝงอยู่ เช่น สอนจระเข้ให้ว่ายนํ้า รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง
คำสุภาษิต หรือ สำนวนสุภาษิต คือ คำในภาษาไทยที่ใช้ในการสื่อสารเชิงเปรียบเทียบอุปมาอุปมัย มักมีความหมายในการตักเตือนสั่งสอนในทางบวก มีความหมายที่ดี เช่น รักยาวให้บั่นรักสั้นให้ต่อ น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ