สองจิตสองใจ
คำพังเพย
หมายถึงลังเล,ตัดสินใจไม่ได้,เช่นจะไม่เชียงใหม่ดีหรือไม่ไปดียังสองจิตสองใจอยู่
ประเภทสำนวน
"สองจิตสองใจ" จัดว่าเป็น คำพังเพย เพราะว่า เป็นถ้อยคำเปรียบเปรยถึงอาการลังเลไม่แน่นอน ไม่ใช่คำสอนโดยตรงแบบสุภาษิต และมีความหมายเฉพาะที่ต้องตีความเพิ่มเติม
ที่มาและแนวคิดเบื้องหลัง
คำพังเพยนี้สะท้อนความรู้สึกของคนที่มีความคิดไม่แน่นอน ลังเลระหว่างทางเลือกสองทาง หรือไม่มั่นใจในการตัดสินใจ อุปมาว่ามีจิตใจและความคิดแยกเป็นสองส่วนที่ขัดแย้งกัน ทำให้ไม่สามารถตัดสินใจได้แน่ชัด
ตัวอย่างการใช้สำนวน "สองจิตสองใจ" ในประโยค
- เธอยังสองจิตสองใจอยู่ว่าจะเลือกเรียนต่อสายวิทยาศาสตร์หรือศิลปศาสตร์ดี
- อย่าสองจิตสองใจอีกเลย ถ้าคุณรักเขาจริง ก็ตัดสินใจขอเขาแต่งงานไปเลย
- ผมกำลังสองจิตสองใจระหว่างการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์หรือเก็บเงินไว้ในรูปแบบอื่น
สรุปและทบทวนเรื่อง สำนวน สุภาษิต และคำพังเพย
สุภาษิต และคำพังเพย จัดเป็น "สำนวน" ด้วยกันทั้งคู่ เพราะมีความหมายในเชิงเปรียบเทียบ และเป็นถ้อยคำที่ใช้สืบเนื่องกันมานาน
สุภาษิต เป็นถ้อยคำที่มักใช้คำสั้น ๆ กะทัดรัดแต่มีความหมายลึกซึ้ง มีสัมผัสคล้องจอง ส่วนใหญ่สุภาษิตที่ใช้ในสังคมไทยมักมีที่มาจากคำสอนทางพุทธศาสนา
คำพังเพย เป็นถ้อยคำที่ให้ข้อคิด โดยกล่าวถึงพฤติกรรมหรือธรรมชาติรอบตัว ส่วนมากมักเป็นถ้อยคำที่เป็นข้อสรุปการกระทำหรือพฤติกรรมทั่วไป อาจมีที่มาจากนิทาน ตำนาน วรรณคดี
หมายเหตุ
คำพังเพย หมายถึง ถ้อยคำหรือข้อความที่กล่าวเป็นกลาง ๆ เพื่อให้ตีความเข้ากับเรื่อง มีความหมายแฝงอยู่ อาจเป็นคำที่ใช้สื่อในทางเปรียบเปรย หรือในทำนองเสียดสี เช่น กระต่ายตื่นตูม เสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย
สำนวนไทย หมายถึง ถ้อยคำ กลุ่มคำ หรือประโยคที่ไม่ได้แปลความหมายตรง ๆ แต่มีความหมายเชิงเปรียบเทียบแฝงอยู่ เช่น สอนจระเข้ให้ว่ายนํ้า รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง
คำสุภาษิต หรือ สำนวนสุภาษิต คือ คำในภาษาไทยที่ใช้ในการสื่อสารเชิงเปรียบเทียบอุปมาอุปมัย มักมีความหมายในการตักเตือนสั่งสอนในทางบวก มีความหมายที่ดี เช่น รักยาวให้บั่นรักสั้นให้ต่อ น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ