ว่าอะไรว่าตามกัน
คำพังเพย
หมายถึงปรองดองกัน ไม่ขัดคอกัน
ประเภทสำนวน
"ว่าอะไรว่าตามกัน" จัดว่าเป็น คำพังเพย เพราะว่า เป็นถ้อยคำที่มีลักษณะการเปรียบเปรยถึงพฤติกรรมที่ไม่มีความคิดเป็นของตนเอง ต้องตีความเพิ่มเติม มีนัยเชิงเตือนสติมากกว่าคำสอนโดยตรง
ที่มาและแนวคิดเบื้องหลัง
สำนวนนี้หมายถึง การพูดตามหรือเห็นด้วยกับผู้อื่นโดยไม่คิดใคร่ครวญให้รอบคอบ ไม่มีความคิดหรือจุดยืนเป็นของตัวเอง เพียงแค่เห็นคนอื่นพูดอะไรก็พูดตาม เห็นคนอื่นทำอะไรก็ทำตาม โดยไม่ได้ใช้วิจารณญาณหรือความคิดของตัวเองประกอบการตัดสินใจ
ตัวอย่างการใช้สำนวน "ว่าอะไรว่าตามกัน" ในประโยค
- ในที่ประชุมเขาเป็นคนว่าอะไรว่าตามกัน ไม่เคยแสดงความคิดเห็นเป็นของตัวเอง
- การที่นักเรียนคัดลอกคำตอบกันมา โดยไม่คิดวิเคราะห์เองเลย เป็นการว่าอะไรว่าตามกัน ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการพัฒนาความคิด
สรุปและทบทวนเรื่อง สำนวน สุภาษิต และคำพังเพย
สุภาษิต และคำพังเพย จัดเป็น "สำนวน" ด้วยกันทั้งคู่ เพราะมีความหมายในเชิงเปรียบเทียบ และเป็นถ้อยคำที่ใช้สืบเนื่องกันมานาน
สุภาษิต เป็นถ้อยคำที่มักใช้คำสั้น ๆ กะทัดรัดแต่มีความหมายลึกซึ้ง มีสัมผัสคล้องจอง ส่วนใหญ่สุภาษิตที่ใช้ในสังคมไทยมักมีที่มาจากคำสอนทางพุทธศาสนา
คำพังเพย เป็นถ้อยคำที่ให้ข้อคิด โดยกล่าวถึงพฤติกรรมหรือธรรมชาติรอบตัว ส่วนมากมักเป็นถ้อยคำที่เป็นข้อสรุปการกระทำหรือพฤติกรรมทั่วไป อาจมีที่มาจากนิทาน ตำนาน วรรณคดี
หมายเหตุ
คำพังเพย หมายถึง ถ้อยคำหรือข้อความที่กล่าวเป็นกลาง ๆ เพื่อให้ตีความเข้ากับเรื่อง มีความหมายแฝงอยู่ อาจเป็นคำที่ใช้สื่อในทางเปรียบเปรย หรือในทำนองเสียดสี เช่น กระต่ายตื่นตูม เสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย
สำนวนไทย หมายถึง ถ้อยคำ กลุ่มคำ หรือประโยคที่ไม่ได้แปลความหมายตรง ๆ แต่มีความหมายเชิงเปรียบเทียบแฝงอยู่ เช่น สอนจระเข้ให้ว่ายนํ้า รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง
คำสุภาษิต หรือ สำนวนสุภาษิต คือ คำในภาษาไทยที่ใช้ในการสื่อสารเชิงเปรียบเทียบอุปมาอุปมัย มักมีความหมายในการตักเตือนสั่งสอนในทางบวก มีความหมายที่ดี เช่น รักยาวให้บั่นรักสั้นให้ต่อ น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ