วัวสันหลังหวะ
คำพังเพย
ประเภทสำนวน
"วัวสันหลังหวะ" จัดว่าเป็น คำพังเพย เพราะว่า เป็นคำเปรียบเทียบพฤติกรรมหรือลักษณะของคนกับวัวสันหลังหวะ มีความหมายแฝงที่ต้องตีความจากการเปรียบเทียบ ไม่ใช่คำสอนโดยตรง
ที่มาและแนวคิดเบื้องหลัง
เป็นคำพังเพยที่มาจากลักษณะของวัวที่มีสันหลังเป็นแผล ถลอก หรือเป็นรอยแดง เพราะโดนของหนักกดทับหรือเสียดสี เช่น เมื่อใช้วัวเป็นพาหนะหรือบรรทุกของหนัก ใช้เปรียบเทียบถึงคนที่ผ่านความลำบาก ความทุกข์ยาก หรือผ่านประสบการณ์ที่เจ็บปวดมาแล้ว จึงเข็ดขยาด ไม่อยากพบเจอเหตุการณ์นั้นซ้ำอีก
ตัวอย่างการใช้สำนวน "วัวสันหลังหวะ" ในประโยค
- เขาเคยถูกหลอกเสียเงินไปหลายแสน พอมีใครมาชวนลงทุนก็ไม่กล้า เพราะเป็นวัวสันหลังหวะไปแล้ว
- หลังจากเลิกกับแฟนคนเก่าที่นอกใจ ทำให้เธอเป็นวัวสันหลังหวะ ไม่กล้าเปิดใจรักใครง่ายๆ อีกเลย
สรุปและทบทวนเรื่อง สำนวน สุภาษิต และคำพังเพย
สุภาษิต และคำพังเพย จัดเป็น "สำนวน" ด้วยกันทั้งคู่ เพราะมีความหมายในเชิงเปรียบเทียบ และเป็นถ้อยคำที่ใช้สืบเนื่องกันมานาน
สุภาษิต เป็นถ้อยคำที่มักใช้คำสั้น ๆ กะทัดรัดแต่มีความหมายลึกซึ้ง มีสัมผัสคล้องจอง ส่วนใหญ่สุภาษิตที่ใช้ในสังคมไทยมักมีที่มาจากคำสอนทางพุทธศาสนา
คำพังเพย เป็นถ้อยคำที่ให้ข้อคิด โดยกล่าวถึงพฤติกรรมหรือธรรมชาติรอบตัว ส่วนมากมักเป็นถ้อยคำที่เป็นข้อสรุปการกระทำหรือพฤติกรรมทั่วไป อาจมีที่มาจากนิทาน ตำนาน วรรณคดี
หมายเหตุ
คำพังเพย หมายถึง ถ้อยคำหรือข้อความที่กล่าวเป็นกลาง ๆ เพื่อให้ตีความเข้ากับเรื่อง มีความหมายแฝงอยู่ อาจเป็นคำที่ใช้สื่อในทางเปรียบเปรย หรือในทำนองเสียดสี เช่น กระต่ายตื่นตูม เสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย
สำนวนไทย หมายถึง ถ้อยคำ กลุ่มคำ หรือประโยคที่ไม่ได้แปลความหมายตรง ๆ แต่มีความหมายเชิงเปรียบเทียบแฝงอยู่ เช่น สอนจระเข้ให้ว่ายนํ้า รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง
คำสุภาษิต หรือ สำนวนสุภาษิต คือ คำในภาษาไทยที่ใช้ในการสื่อสารเชิงเปรียบเทียบอุปมาอุปมัย มักมีความหมายในการตักเตือนสั่งสอนในทางบวก มีความหมายที่ดี เช่น รักยาวให้บั่นรักสั้นให้ต่อ น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ