มีตาแต่หามีแววไม่
คำพังเพย
หมายถึงดูแต่ไม่ลึกซึ้ง, เซ่อ
ประเภทสำนวน
"มีตาแต่หามีแววไม่" จัดว่าเป็น คำพังเพย เพราะว่า เป็นข้อความเปรียบเปรยที่มีความหมายแฝง ไม่ได้เป็นคำสอนโดยตรง แต่ต้องตีความเพิ่มเติม เปรียบเทียบถึงคนที่มีอวัยวะครบแต่ขาดความฉลาดหรือไหวพริบ
ที่มาและแนวคิดเบื้องหลัง
สำนวนนี้เปรียบเปรยถึงคนที่มีดวงตาปกติแต่ไม่มี 'แวว' ซึ่งหมายถึงประกายความฉลาด ไหวพริบ หรือความเฉลียวฉลาด โดย 'แวว' ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแววตาทางกายภาพ แต่หมายถึงความสามารถทางสติปัญญาหรือความเฉียบแหลม คนที่ 'มีตาแต่หามีแววไม่' จึงหมายถึงคนที่ดูภายนอกเหมือนคนทั่วไป มองเห็นได้ปกติ แต่ขาดความคิด สติปัญญา หรือไหวพริบในการแก้ไขปัญหาหรือเรียนรู้สิ่งต่างๆ
ตัวอย่างการใช้สำนวน "มีตาแต่หามีแววไม่" ในประโยค
- เด็กคนนั้นเรียนมาตั้งหลายปีแต่ยังทำโจทย์ง่ายๆ ไม่ได้ ช่างมีตาแต่หามีแววไม่
- ผู้จัดการคนใหม่นี่แย่จริงๆ อยู่มาเป็นเดือนแล้วยังแก้ปัญหาพื้นฐานไม่ได้เลย มีตาแต่หามีแววไม่
สรุปและทบทวนเรื่อง สำนวน สุภาษิต และคำพังเพย
สุภาษิต และคำพังเพย จัดเป็น "สำนวน" ด้วยกันทั้งคู่ เพราะมีความหมายในเชิงเปรียบเทียบ และเป็นถ้อยคำที่ใช้สืบเนื่องกันมานาน
สุภาษิต เป็นถ้อยคำที่มักใช้คำสั้น ๆ กะทัดรัดแต่มีความหมายลึกซึ้ง มีสัมผัสคล้องจอง ส่วนใหญ่สุภาษิตที่ใช้ในสังคมไทยมักมีที่มาจากคำสอนทางพุทธศาสนา
คำพังเพย เป็นถ้อยคำที่ให้ข้อคิด โดยกล่าวถึงพฤติกรรมหรือธรรมชาติรอบตัว ส่วนมากมักเป็นถ้อยคำที่เป็นข้อสรุปการกระทำหรือพฤติกรรมทั่วไป อาจมีที่มาจากนิทาน ตำนาน วรรณคดี
หมายเหตุ
คำพังเพย หมายถึง ถ้อยคำหรือข้อความที่กล่าวเป็นกลาง ๆ เพื่อให้ตีความเข้ากับเรื่อง มีความหมายแฝงอยู่ อาจเป็นคำที่ใช้สื่อในทางเปรียบเปรย หรือในทำนองเสียดสี เช่น กระต่ายตื่นตูม เสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย
สำนวนไทย หมายถึง ถ้อยคำ กลุ่มคำ หรือประโยคที่ไม่ได้แปลความหมายตรง ๆ แต่มีความหมายเชิงเปรียบเทียบแฝงอยู่ เช่น สอนจระเข้ให้ว่ายนํ้า รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง
คำสุภาษิต หรือ สำนวนสุภาษิต คือ คำในภาษาไทยที่ใช้ในการสื่อสารเชิงเปรียบเทียบอุปมาอุปมัย มักมีความหมายในการตักเตือนสั่งสอนในทางบวก มีความหมายที่ดี เช่น รักยาวให้บั่นรักสั้นให้ต่อ น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ