ทุนหายกำไรหมด
คำพังเพย
หมายถึงขาดทุนย่อยยับ จนไม่เหลือแม้แต่ทุน
ประเภทสำนวน
"ทุนหายกำไรหมด" จัดว่าเป็น คำพังเพย เพราะว่า เป็นคำเปรียบเปรยถึงสถานการณ์ที่สูญเสียทั้งทรัพย์สินและโอกาส ไม่ใช่คำสอนโดยตรงเหมือนสุภาษิต และมีความหมายที่ต้องตีความเกี่ยวกับการลงทุนและผลลัพธ์ที่ตามมา
ที่มาและแนวคิดเบื้องหลัง
สำนวนนี้มาจากแนวคิดทางการค้าและธุรกิจ เปรียบถึงสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดในการลงทุนหรือทำธุรกิจ คือการที่สูญเสียทั้งเงินทุนที่ลงไป (ทุนหาย) และไม่ได้กำไรกลับมาเลย (กำไรหมด) หมายถึงการสูญเสียทั้งหมดโดยไม่เหลืออะไรเลย มักใช้เปรียบเทียบสถานการณ์ที่ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง หรือความพยายามที่ไม่ได้ผลตอบแทนใดๆ
ตัวอย่างการใช้สำนวน "ทุนหายกำไรหมด" ในประโยค
- หลังน้ำท่วมใหญ่ปีที่แล้ว ร้านค้าของเขาต้องปิดตัวลงเพราะทุนหายกำไรหมด ไม่เหลืออะไรให้เริ่มต้นใหม่
- การลงทุนกับโครงการนี้ถือว่าทุนหายกำไรหมด เพราะนอกจากเสียเงินไปแล้ว ยังเสียเวลาและโอกาสอีกด้วย
สรุปและทบทวนเรื่อง สำนวน สุภาษิต และคำพังเพย
สุภาษิต และคำพังเพย จัดเป็น "สำนวน" ด้วยกันทั้งคู่ เพราะมีความหมายในเชิงเปรียบเทียบ และเป็นถ้อยคำที่ใช้สืบเนื่องกันมานาน
สุภาษิต เป็นถ้อยคำที่มักใช้คำสั้น ๆ กะทัดรัดแต่มีความหมายลึกซึ้ง มีสัมผัสคล้องจอง ส่วนใหญ่สุภาษิตที่ใช้ในสังคมไทยมักมีที่มาจากคำสอนทางพุทธศาสนา
คำพังเพย เป็นถ้อยคำที่ให้ข้อคิด โดยกล่าวถึงพฤติกรรมหรือธรรมชาติรอบตัว ส่วนมากมักเป็นถ้อยคำที่เป็นข้อสรุปการกระทำหรือพฤติกรรมทั่วไป อาจมีที่มาจากนิทาน ตำนาน วรรณคดี
หมายเหตุ
คำพังเพย หมายถึง ถ้อยคำหรือข้อความที่กล่าวเป็นกลาง ๆ เพื่อให้ตีความเข้ากับเรื่อง มีความหมายแฝงอยู่ อาจเป็นคำที่ใช้สื่อในทางเปรียบเปรย หรือในทำนองเสียดสี เช่น กระต่ายตื่นตูม เสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย
สำนวนไทย หมายถึง ถ้อยคำ กลุ่มคำ หรือประโยคที่ไม่ได้แปลความหมายตรง ๆ แต่มีความหมายเชิงเปรียบเทียบแฝงอยู่ เช่น สอนจระเข้ให้ว่ายนํ้า รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง
คำสุภาษิต หรือ สำนวนสุภาษิต คือ คำในภาษาไทยที่ใช้ในการสื่อสารเชิงเปรียบเทียบอุปมาอุปมัย มักมีความหมายในการตักเตือนสั่งสอนในทางบวก มีความหมายที่ดี เช่น รักยาวให้บั่นรักสั้นให้ต่อ น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ