ชักหน้าไม่ถึงหลัง
คำพังเพย
หมายถึงมีรายได้ไม่พอรายจ่าย, หาได้ไม่พอใช้
ประเภทสำนวน
"ชักหน้าไม่ถึงหลัง" จัดว่าเป็น คำพังเพย เพราะว่า เป็นถ้อยคำเปรียบเปรยที่ต้องตีความเพิ่มเติมเพื่อให้เข้าใจความหมายแฝง โดยเปรียบเทียบสภาพความเป็นอยู่ที่ลำบากของคนที่มีรายได้ไม่พอกับรายจ่าย
ที่มาและแนวคิดเบื้องหลัง
สำนวนนี้เปรียบเปรยถึงสภาพการเงินที่ฝืดเคือง เมื่อมีรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย ทำให้ต้องดิ้นรนหาเงินมาใช้จ่ายอยู่ตลอดเวลา ราวกับการพยายามดึงหน้าให้ถึงหลัง แต่ไม่สำเร็จ คล้ายกับสภาพผ้าหรือเสื้อผ้าที่สั้นเกินไป ดึงด้านหน้าให้คลุม ด้านหลังก็เปิด ดึงด้านหลังให้คลุม ด้านหน้าก็เปิด
ตัวอย่างการใช้สำนวน "ชักหน้าไม่ถึงหลัง" ในประโยค
- ตั้งแต่ถูกเขาหักเงินเดือนเพราะเศรษฐกิจไม่ดี เขาชักหน้าไม่ถึงหลังมาตลอด ต้องหางานพิเศษทำในวันหยุด
- ครอบครัวนี้มีลูกตั้ง 5 คน แต่มีรายได้น้อย เลยทำให้ชักหน้าไม่ถึงหลัง ต้องกู้หนี้ยืมสินมาใช้จ่ายในบ้าน
สรุปและทบทวนเรื่อง สำนวน สุภาษิต และคำพังเพย
สุภาษิต และคำพังเพย จัดเป็น "สำนวน" ด้วยกันทั้งคู่ เพราะมีความหมายในเชิงเปรียบเทียบ และเป็นถ้อยคำที่ใช้สืบเนื่องกันมานาน
สุภาษิต เป็นถ้อยคำที่มักใช้คำสั้น ๆ กะทัดรัดแต่มีความหมายลึกซึ้ง มีสัมผัสคล้องจอง ส่วนใหญ่สุภาษิตที่ใช้ในสังคมไทยมักมีที่มาจากคำสอนทางพุทธศาสนา
คำพังเพย เป็นถ้อยคำที่ให้ข้อคิด โดยกล่าวถึงพฤติกรรมหรือธรรมชาติรอบตัว ส่วนมากมักเป็นถ้อยคำที่เป็นข้อสรุปการกระทำหรือพฤติกรรมทั่วไป อาจมีที่มาจากนิทาน ตำนาน วรรณคดี
หมายเหตุ
คำพังเพย หมายถึง ถ้อยคำหรือข้อความที่กล่าวเป็นกลาง ๆ เพื่อให้ตีความเข้ากับเรื่อง มีความหมายแฝงอยู่ อาจเป็นคำที่ใช้สื่อในทางเปรียบเปรย หรือในทำนองเสียดสี เช่น กระต่ายตื่นตูม เสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย
สำนวนไทย หมายถึง ถ้อยคำ กลุ่มคำ หรือประโยคที่ไม่ได้แปลความหมายตรง ๆ แต่มีความหมายเชิงเปรียบเทียบแฝงอยู่ เช่น สอนจระเข้ให้ว่ายนํ้า รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง
คำสุภาษิต หรือ สำนวนสุภาษิต คือ คำในภาษาไทยที่ใช้ในการสื่อสารเชิงเปรียบเทียบอุปมาอุปมัย มักมีความหมายในการตักเตือนสั่งสอนในทางบวก มีความหมายที่ดี เช่น รักยาวให้บั่นรักสั้นให้ต่อ น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ