คว่ำบาตร
คำพังเพย
หมายถึงไม่ยอมคบค้าสมาคมด้วย,เดิมหมายถึงสังฆกรรมที่พระสงฆ์ประกาศลงโทษคฤหัสถ์ผู้ประทุษร้ายต่อศาสนาด้วยการไม่คบไม่รับบิณฑบาตเป็นต้น
ประเภทสำนวน
"คว่ำบาตร" จัดว่าเป็น คำพังเพย เพราะว่า เป็นถ้อยคำที่เปรียบเทียบจากพฤติกรรมหรือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิต มีความหมายแฝงที่ต้องตีความ ไม่ใช่คำสอนโดยตรง และไม่สามารถเข้าใจความหมายได้จากการแปลตรงตัว
ที่มาและแนวคิดเบื้องหลัง
สำนวนนี้มีที่มาจากประเพณีทางพระพุทธศาสนา เมื่อพระสงฆ์ไม่พอใจสิ่งที่ฆราวาสกระทำ อาจมีมติไม่รับบิณฑบาตจากบุคคลนั้น โดยการคว่ำบาตร ซึ่งเป็นรูปแบบการลงโทษทางสังคมที่รุนแรง เนื่องจากทำให้ผู้ถูกคว่ำบาตรไม่สามารถทำบุญกับพระสงฆ์ได้ และถูกสังคมประณาม
ตัวอย่างการใช้สำนวน "คว่ำบาตร" ในประโยค
- ประเทศต่างๆ มีมติร่วมกันคว่ำบาตรประเทศที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน ด้วยการงดค้าขายและตัดความสัมพันธ์ทางการทูต
- หลังจากที่เขาทำผิดกฎของชมรม สมาชิกทุกคนก็พากันคว่ำบาตรไม่คบหาสมาคมด้วย
สรุปและทบทวนเรื่อง สำนวน สุภาษิต และคำพังเพย
สุภาษิต และคำพังเพย จัดเป็น "สำนวน" ด้วยกันทั้งคู่ เพราะมีความหมายในเชิงเปรียบเทียบ และเป็นถ้อยคำที่ใช้สืบเนื่องกันมานาน
สุภาษิต เป็นถ้อยคำที่มักใช้คำสั้น ๆ กะทัดรัดแต่มีความหมายลึกซึ้ง มีสัมผัสคล้องจอง ส่วนใหญ่สุภาษิตที่ใช้ในสังคมไทยมักมีที่มาจากคำสอนทางพุทธศาสนา
คำพังเพย เป็นถ้อยคำที่ให้ข้อคิด โดยกล่าวถึงพฤติกรรมหรือธรรมชาติรอบตัว ส่วนมากมักเป็นถ้อยคำที่เป็นข้อสรุปการกระทำหรือพฤติกรรมทั่วไป อาจมีที่มาจากนิทาน ตำนาน วรรณคดี
หมายเหตุ
คำพังเพย หมายถึง ถ้อยคำหรือข้อความที่กล่าวเป็นกลาง ๆ เพื่อให้ตีความเข้ากับเรื่อง มีความหมายแฝงอยู่ อาจเป็นคำที่ใช้สื่อในทางเปรียบเปรย หรือในทำนองเสียดสี เช่น กระต่ายตื่นตูม เสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย
สำนวนไทย หมายถึง ถ้อยคำ กลุ่มคำ หรือประโยคที่ไม่ได้แปลความหมายตรง ๆ แต่มีความหมายเชิงเปรียบเทียบแฝงอยู่ เช่น สอนจระเข้ให้ว่ายนํ้า รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง
คำสุภาษิต หรือ สำนวนสุภาษิต คือ คำในภาษาไทยที่ใช้ในการสื่อสารเชิงเปรียบเทียบอุปมาอุปมัย มักมีความหมายในการตักเตือนสั่งสอนในทางบวก มีความหมายที่ดี เช่น รักยาวให้บั่นรักสั้นให้ต่อ น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ