ตัวกรองผลการค้นหา
คลิกที่แต่ละคำเพื่อดูรายละเอียด
พื้นที่ชลประทานที่สามารถส่งน้ำได้ : ดู [[area]], [[irrigable]]
แบบจำลองทางชลศาสตร์ : แบบจำลองทางกายภาพที่สร้างเลียนแบบอาคารชลศาสตร์ เช่น spillway, stilling basin เพื่อศึกษาพฤติกรรมการไหลของน้ำ
ที่ดินที่ใช้เพาะปลูก : พื้นที่ในเขตชลประทานที่สามารถใช้เพาะปลูกได้มากที่สุด ซึ่งจะมีประมาณ 94% ของพื้นที่ทั้งหมด ส่วนที่เหลือเรียกว่า non-productive land ซึ่งจะเป็นถนน คันคูน้ำ บ้าน คอกสัตว์ ฯลฯ
การให้น้ำแบบร่องคู : วิธีให้น้ำชลประทานแบบหนึ่งทางผิวดิน โดยปล่อยให้น้ำไหลในร่องคูถ้าเป็นร่องคูเล็กแค้ ตื้น เรียกว่า corrugation irrigation ถ้าร่องคูมีแนวยาวไปตามส่วนลาดเทของพื้นที่ เรียกว่า level furrow ถ้าร่องคูมีแนวขวางกับส่วนลาดเทของพื้นที่ เรียกว่า contour furrow
การให้น้ำบนผิวดิน : วิธีการให้น้ำชลประทานโดยให้ไหลไปบนผิวดิม เช่น การให้น้ำแบบ ปล่อยท่วม (flood irrigation) หรือ การให้น้ำแบบร่องคู (furrow irrigation)
พื้นที่โครงการ : เนื้อที่ดินทั้งหมดภายในเขตโครงการนั้น เป็นเนื้อที่เต็ม 100% คือ พื้นที่ชลประทานรวมกับที่ลุ่ม หนอง บึง ลำน้ำ ลำคลอง ถนนที่อยู่อาศัยประชาชน ฯลฯ
ความต้องการใช้น้ำของพืช : ความต้องการใช้น้ำชลประทาน ของพืช
บ่อยืมดิน : พื้นที่ที่เป็นแหล่งวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างอาคารชลประทาน วัสดุส่วนใหญ่เป็นดิน
( รถยนต์ ) คลัทชลื่น เกิดจากการสึกของพื้นหน้าคลัทช ทำให้การถ่ายกำลังขับหมุน ไม่สมบูรณ์ได้เต็มที่
เกษตรชลประทาน
ความถี่ของการส่งน้ำชลประทาน
อัตราส่วนการแลกเปลี่ยนโซเดียมในดิน : ในน้ำชลประทานตามปกติจะมีค่า SAR อยู่ระหว่าง 2-4 ถ้ามากกว่า 4 จะทำให้ดินเป็นดินด่างและดินจะแน่น การระบายน้ำทำได้ยาก