กริยา 3 ช่อง จำได้แม่น! รวมกฎและข้อยกเว้น

ถ้าจะถามกันว่ากริยา 3 ช่องนั้นมีสำคัญขนาดไหน คงต้องตอบอย่างเต็มปากเต็มคำเลยว่ามันสำคัญมาก ๆ คือ ถ้าให้เทียบกับวิชาคำนวนอย่างวิชาคณิตศาสตร์นั้นก็คงจะเปรียบเสมือนสูตรคูณกันเลยก็ว่าได้ หรือถ้าเป็นวิชาเคมีก็คือระดับตารางธาตุกันเลยทีเดียว เห็นไหมหล่ะว่ามันสำคัญมากขนาดไหน


ถ้าอย่างนั้นเรามาเรียนรู้ในเรื่องของกริยา 3 ช่องกัน อาจจะมีหลาย ๆ คนยังไม่ทราบกันว่า กริยา 3 ช่องนั้นคืออะไร คำตอบนี้สามารถตอบแบบตรงๆ ได้เลยว่ามันเป็นชุดคำกริยาที่มีอยู่ 3 ช่อง 3 รูปแบบ เขาเลยเรียกมันว่ากริยาสามช่อง แล้วทำไปถึงมี 3 ช่อง นั่นก็เพราะโครงสร้างของแต่ละ Tense ในภาษาอังกฤษนั้นจะไม่เหมือนกัน เอ๊ะ อาจจะฟังดูแล้วยังงง ๆ เราแนะนำว่าให้ลองไปอ่านดูและทำความเข้าใจเรื่อง Tense เพิ่มเติมแล้วจะเข้าใจทะลุปรุโปร่ง

กริยา 3 ช่อง

ค้นหาคำศัพท์กริยา 3 ช่อง

กดที่ลิงก์นี้เลย เพื่อค้นหากริยา 3 ช่อง แบบระบุคำ เจอทุกคำ ถ้าไม่เจอแจ้งเราได้ที่เพจ Facebook เลย เดี๋ยวหามาให้

 

ความหมายของกริยา 3 ช่อง

กริยา 3 ช่อง คือ คำกริยาในภาษาอังกฤษ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ช่อง บ่งบอกถึงเหตุการณ์ในแต่ละช่วงเวลาได้อีกด้วย

คำที่ใช้แสดงถึงอาการ เหตุการณ์ และช่วงเวลา คือ คำพูดที่แสดงการกระทำของ ประธานในประโยค หรือคำที่ทำหน้าที่ช่วยคำกริยา หากประโยคขาดคำกริยา ความหมายอาจจะผิดเพี้ยน และไม่สามารถทราบเหตุการณ์ อดีต หรือปัจจุบัน หรืออนาคต ได้เลย เพราะเป็นประโยคที่ไม่สมบูรณ์ ในทางกลับกัน เราสามารถรู้ว่าเป็นประโยคเหตุการณ์ อดีต หรือปัจจุบัน หรืออนาคต โดยดูจากกริยา ได้อีกด้วย

 

คำกริยา ในภาษาอังกฤษ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ

  1. สหกรรมกริยา (Transitive Verb) คือ คำกริยาที่ต้องมีตัวกรรม ถ้าเกิดไม่มีคำอื่นเข้ามา ความหมายจะไม่สมบูรณ์ เช่น The girl is playing a computer game at home. หมายความว่า เด็กผู้หญิงเล่นเกมคอมพิวเตอร์ที่บ้าน คำว่า “playing” เป็นคำกริยา บอกให้ทราบว่าขณะนี้ กำลังเล่นเกมอยู่ ส่วนคำว่า “game computer” เป็นตัวกรรม หรือตัวทำหน้าที่รองรับคำกริยาให้สมบูรณ์มากขึ้น เพราะถ้าใช้คำว่า Playing อย่างเดียว จะไม่รู้ว่า กำลังเล่นอะไรอยู่
  2. อกรรมกริยา (Intransitive Verb) คือ คำกริยาที่ไม่ต้องมีตัวกรรม เพราะความหมายจะสมบูรณ์อยู่แล้ว เช่น The boy runs in the forest. ประโยคไม่ต้องมีตัวกรรม ก็ทำให้ประโยคสมบูรณ์ เพราะคำว่า “run” แปลว่า วิ่ง ความหมายจึงสมบูรณ์ครบถ้วนไม่ต้องมีตัวมาเติมเต็ม ซึ่งเรียกว่า อกรรมกริยา
  3. กริยาช่วย (Helping Verb หรือ Auxiliary Verb) คือ กริยาที่มีหน้าที่ช่วยกริยาด้วยกัน และยังทำให้ตัวของตัวเองมีความหมายสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

หลัก ๆ คือ ในประโยคหนึ่ง ๆ จะมีคำกริยาเข้าไปประกอบ ซึ่งขึ้นอยู่กับลักษณะของประโยคว่าจะใช้คำกริยาประเภทไหน แต่เพื่อให้เข้าใจได้ว่าประโยคหนึ่งเป็นเหตุการณ์ในช่วงเวลาใด เราจะต้องใช้หลักการของกริยา 3 ช่อง เข้ามาช่วย ดังจะอธิบายต่อไปนี้

 

ช่วงเวลาของกริยา 3 ช่อง

กริยา 3 ช่อง คือ คำกริยาในภาษาอังกฤษ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ช่อง บ่งบอกถึง เหตุการณ์ ในแต่ละช่วงเวลาได้อีกด้วย

กริยาช่องที่ 1 คือ ปัจจุบัน
กริยาช่องที่ 2 คือ อดีต
กริยาช่องที่ 3 คือคำกริยาที่ใช้ใน perfect tense ทุกชนิด และ passive voice.

 

Base Form = ช่อง 1
Simple Past Tense = ช่อง 2
Past Participle = ช่อง 3

 

 

การแบ่งกลุ่มกริยา 3 ช่อง

จะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

  1. Irregular verbs (กริยาอปกติ)
  2. Regular verbs (กริยาปกติ)

 

1. Irregular verbs (กริยาอปกติ)

เรียกง่าย ๆ คือ กริยาที่เปลี่ยนรูปไม่ใช่แค่เติม -ed ซึ่งอันนี้จะเป็นชุดกริยาหลักเลย เพราะถ้าจำได้ทั้งหมด ที่ไม่อยู่ในนี้ก็แค่เติม -ed ในช่องที่ 2 ช่องที่ 3 เท่านั้น

เราแบ่งกริยา 3 ช่อง (irregular verbs) ออกเป็น 5 กลุ่มหลัก ๆ ดังนี้

  1. All 3 forms are similar – ทั้ง 3 ช่อง เหมือนกัน
  2. Infinitive and Simple Past are similar – ช่องที่ 1 และ 2 เหมือนกัน (ต่างกันที่ช่อง 3)
  3. Infinitive and past participle are similar – ช่องที่ 1 และ 3 เหมือนกัน (ต่างกันตรงช่องที่ 2)
  4. Simple Past and past participle are similar – ช่องที่ 2 และ 3 เหมือนกัน (ต่างจากช่องที่ 1)
  5. All 3 forms are different – ทั้ง 3 ช่อง ไม่เหมือนกัน

 

มาดูตัวอย่างของกริยา 3 ช่อง แบบต่าง ๆ กันครับ

Irregular verbs แบบที่ 1 

ทั้ง 3 ช่อง เหมือนกัน

ช่องที่ 1 ช่องที่ 2 ช่อง 3
cost cost cost
cut cut cut
let let let
put put put
read read read

Irregular verbs แบบที่ 2

ช่องที่ 1 และ 2 เหมือนกัน ต่างกันที่ช่อง 3

ช่องที่ 1 ช่องที่ 2 ช่อง 3
beat beat beaten

Irregular verbs แบบที่ 3

ช่องที่ 1 และ 3 เหมือนกัน ต่างกันตรงช่องที่ 2

ช่องที่ 1 ช่องที่ 2 ช่อง 3
come came come
run ran run
become became become

Irregular verbs แบบที่ 4

ช่องที่ 2 และ 3 เหมือนกัน ต่างจากช่องที่ 1

ช่องที่ 1 ช่องที่ 2 ช่อง 3
buy bought bought
catch caught caught
find found found
hang hung hung
sleep slept slept

Irregular verbs แบบที่ 5

ทั้ง 3 ช่อง ไม่เหมือนกัน

ช่องที่ 1 ช่องที่ 2 ช่อง 3
be was/were been
blow blew blown
choose chose chosen
drink drank drunk
eat ate eaten

 


2. Regular verbs (กริยาปกติ)

กริยาปกติ = กริยา “ปรกติ” = กริยาผันปกติ

Regular Verbs คือ กิริยา 3 ช่อง ที่มีการเปลี่ยนรูปของคำศัพท์ โดยการเติม -ed เข้าไปข้างหลังคำศัพท์ช่องที่ 1 แล้วได้เป็นคำศัพท์ช่องที่ 2 และ 3 ทันที

 

หลักการผันกริยาแบบปกติ (การเติม ed)

การเติม -ed เข้าไปข้างหลังคำศัพท์ช่องที่ 1 แล้วได้เป็นคำศัพท์ช่องที่ 2 และ 3 ทันที แล้วมีหลักเกณฑ์อยู่ 5 ข้อ สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่ หลักการผันกริยาแบบปกติ (การเติม ed)


หลักการจำ กริยา 3 ช่อง ง่ายมาก เพียงแค่ให้นึกถึง สูตรคูณคณิตศาสตร์ก็สามารถท่องได้ เพราะหลักของ กริยา 3 ช่อง ส่วนใหญ่ออกเสียงคล้ายกัน เพียงแค่เปลี่ยนนิดหน่อย ซึ่งความหมาย คล้ายกัน ไม่ยากมากขอให้ลองศึกษาดูครับ ^_^




ร่วมแสดงความคิดเห็น